เอนทรี่นี้ยาวมาก
เพราะจะอัพว่าเดือน 9 เราไปทำอะไรมาบ้าง เป็นเดือนที่ใช้จนคุ้มจนหยดสุดท้ายจริงๆ
เป็นเดือนแห่งการพบเพื่อนเก่า
อันว่าที่จริงแล้ว เมื่อเรียนจบกันไปแล้ว จะพบเพื่อนทีนั้นแสนลำบาก (โดยเฉพาะเพื่อนอยู่คนละสายงาน) เพราะแต่ละคนว่างไม่ค่อยจะตรงกัน บางคนก็ทำงานหนักมากจนวันเสาร์-อาทิตย์เป็นดั่งสวรรค์ของมัน บางคนพอท้ายเดือนก็จะอับจนหมดหนทางต้องประทังชีพด้วยมาม่าจนนัดออกมาไม่ได้
แต่อันที่จริงสิ่งที่ยากสุดอาจจะเป็น คนต้นคิดที่จะนัด ต้องมีพาวเว่อที่จะลากเพื่อนๆมาให้พร้อมหน้าเป็นอย่างมาก
ช่วงต้นเดือนอยู่ๆเพื่อนก็นัดติดกัน 4 วันรวด
ตั้งแต่วันศุกร์มีเพื่อนที่เป็นนักเขียนจะไปเรียนต่อที่อเมริกาก็เลยนัด
พอวันเสาร์เพื่อสมัย ม.ต้น นัดไปกินอาหารญี่ปุ่น(ต้องมีทอปิคเช่น นี่กูกับมึง รู้จักกันมา 12 ปีแล้วนะ เป็นต้น)
วันอาทิตย์เพื่อนสมัยมหาลัย กลับมาจากจีนคนนึง ก็เลยหาเรื่องนัดกันออกมาอีก ก็ไปกินแล้วคุยเพลินจนฟ้ามืด
แล้ววันจันทร์เพื่อนสมัย ม.ปลาย ก็นัดอีก งวดนี้ คนนึงกลับมาจากญี่ปุ่นช่วงปิดเทอมแถมยังพาเพื่อนญี่ปุ่นมาอีกเลยต้องไปพาเที่ยวอะไรไทยๆหน่อย ตั้งแต่ วัดพระแก้ว วัดโพธิ พระราชวัง แต่ทำไมไปจบที่ผับแถวตรอกข้าวสาร อันนี้ไม่ทราบได้
แถมเพื่อนยังไปบอกคนยุ่นว่าเราวาดการ์ตูนอีกเลยต้องไปวาดการ์ตูนให้เค้าดู อ๊าคคค!
แล้วหลังจากนั้นก็กลับมาปั่นงานอย่างหนัก ตามเอนทรี่ที่แล้วๆได้กล่าวไว้
แต่ไอ้ที่เราชอบสุดคือตอนไปอัมพวา ล่ะ ไปมาช่วงวันที่ 20-21 คือไปค้างคืนนึง
(ต้องขอโทษเพื่อนๆที่คิดว่าตูจะเขียนให้มันยาวกว่านี้ แต่ตูอยากเขียนแค่อัมพวา 555)
เริ่มเรื่องจากใครไม่รู้บอกว่า (สถานการณ์จำลอง)
"ไปอัมพวากันเถอะมน"
"อัมพวามันคืออะไรวะ"
"ไปดูหิงห้อยไง"
"ทำไมต้องดูหิงห้อยด้วยวะ"
"มีตลาดกลางคืนด้วยนะ"
"ไม่ว่างโว้ย" (มีเล่นตัว
)
"ไปคืนเดียวเอง หล่อนไปได้อยู่แล้ว"
"โอ๊ะคืนเดียวเหรอ แล้วประมาณเท่าไหร่" (มีการงก
)
"อีนี่ ประมาณ XXXX บาท"
"เออ พอไหว...ไปวันไหน"
"เสาร์-อาทิตย์ เลทส์โก!"
คณะทัวร์ดังนี้ (เรียงตามรูป ซ้าย-->ขวา)

โจ๊ก - ชายหนึ่งเดียวในกลุ่ม กลับมาจากยุ่นปี่แล้วใจแตก ต้องการเที่ยวจัดๆ
นอย - เพื่อนที่มาอัมพวาหลายทีแล้ว ได้ตำแหน่งไกด์ท้องถิ่นไป เพราะความรู้แจ้งของเธอ แล้วยังหน้าเหมือนคนท้องถิ่นด้วย (โดนอีนอย ตบดิ้น O[]O)
พลอยๆ - สาวแว่นอีกคนกลับมาจากอิงแลนด์ มากด้วยวิชาความรู้แต่ใช้ไม่ค่อยได้ในอัมพวา
(แนะนำอะไรวะเนี่ย)
วิก - ตูเอง
มีมี่ - ผู้หญิงที่ขาวที่สุด และมีจรรยาบรรณในการเจรจาหาที่พัก แต่สุดท้ายคนที่หาได้ดันเป็นนังโจ๊ก แอบจับสังเกตได้ว่าหนุ่ม(ตัวดำๆ)ในอัมพวา ชอบเหล่ มีมี่
เนื่องจากคณะทัวร์นี้ ดูมีอนาคตไกล ต้องได้ทำงานรับใช้ชาติในอนาคต เนื่องจากความรู้สูงๆของพวกมัน
เราจึงขอเซ็นเซอร์เรื่องอุบาทว์เพื่อ(ไม่)ให้เข้าถึงตัวบุคคล
เริ่มแรกเลยเราเดินทางกันด้วย รถของบ้านพลอยๆ ที่เอารถอย่างดีมาส่ง ราวราชรถมาเกย
วิกยินดียิ่งนัก เพราะไม่ต้องนั่งหน้ามันในรถทัวร์ แถมยังฟรี กินขนมไปตลอดทางแล้วยังเม้าท์แตกเพราะไม่เจอกันหลายชาติอีกต่างหาก อุตส่าห์ไรท์ซีดีเพลงแดนซ์ไปเปิดกลัวคนขับหลับแต่สุดท้าย พลอยๆก็ยึดสิทธิความเป็นใหญ่ในรถเปิดอัสนี-วัตสัน ให้ฟังซะงั้น
~ ถ้าจะมาไม่มาทั้งใจ ก็กลับไปเสียดีกว่า! ~
พอถึงอัมพวาเมืองเค้าเป็นบ้านแบบเก่าๆ มีเรือพายขายอาหารในคลองตรงกลาง ได้บรรยากาศมาก รู้สึกถูกห่อหุ้มด้วยไอสีเหลืองๆ แต่คนเยอะราวกับอยู่พาหุรัด แบบเบียดๆกันเดิน เมืองก็แคบนิดเดียวแถมยังติดริมคลอง กลัวตกคลองนิดๆ แล้วทุกคนเชื่อนอยว่า บ้านพักเยอะ มาวอค-อินได้ชัวร์ จึงเดินๆๆๆ ตามหาบ้านพัก เป็นสิบที่ แต่ไม่มีที่ใดว่าง (เค้าบอกว่า วันเสาร์ควรโทรมาจองก่อนนะจ๊ะ) แต่คนที่นี่ใจดีมาก คือพอเราถามเค้าว่า มีห้องว่างเหลือไหม ของเค้าเต็มแล้วก็มีการโทรถามเครือญาติและหมู่คณะให้ความช่วยเหลือเราเต็มที่ บ้านบางหลังก็เปิดชั้นบนให้นักท่องเที่ยวมานอนพักได้ด้วย เค้าจะคิดราคาแถวๆ หัวละ 200 บาท (เรียงคิวด้วยหรือเปล่า เอิ๊กส์)
เดิน เดิน เดิน เดิน หาไม่ได้ซักทีแบกเสื้อผ้ามาด้วย หนักนะ!
จริงๆก็มีที่ว่างนะแต่จะเจอแบบน่ากลัวนิดหน่อยเช่น บ้านของคนนึง เค้าให้นอนชั้นบนสุดของบ้านเค้าแต่ว่านอนที่เดียวกับ ศาลเจ้าในบ้านเค้า โอ๊วว มายหลอด! หนูไม่อยากนอนข้างศาลเจ้าอ่ะค่า
อีกหลังก็ นอนหน้าส้วมชั้นล่างสุด จริงๆเป็นพื้นที่ที่แบบเข้าบ้านปุ๊ปมาเจอเลย กางมุ้งใสๆปิด ซึ่งคาดว่า เซ็นเซอร์ความอุบาทว์ของชาวเราได้ไม่หมดเป็นแน่ ขอบาย พลังจากนั้น มีมี่กับนอยก็ไปถามเจ้านึง เค้าบอกว่า มีบ้านเพื่อนแต่เดินไกลหน่อยแต่ยังเป็นที่ติดคลองจะไปไหม ก็เลยเดินกันไปไกลมากทีเดียว

(ทำไมชุดละม้ายคล้ายผ้าถุง แต่เราก็ชอบ!)

ระหว่างทางที่เดินตาม เรา-โจ๊ก-พลอยๆ ก็เหล่ขวาไปเจอที่พักที่นึง เมื่อถามแล้วปรากฎว่าว่างสำหรับ 5 คน ราวเว้นไว้ให้เพื่อพวกเราเลยทีเดียว ปัญหาคือ นอย กับ มีมี่ ยังเดินตาม พี่คนที่พาไปอีกที่อยู่ แต่สุดท้ายทุกคนก็มาลงเอยที่บ้านพักที่เจอระหว่างทาง ไม่ได้ถ่ายบ้านพักเลยวันแรก เพราะต้องรีบออกไปจองเรือดูหิงห้อยกันต่อ
กว่าจะหาที่พักได้ฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว ตอนนี้น้ำคลองสะท้อนสีท้องฟ้าเป็นสีน้ำเงิน สวยมากๆ บ้านข้างคลองเปิดไฟกันหมด
ร้านชานมขึ้นชื่อของที่นี่ล่ะมั้ง เด่นขึ้นมาอยู่ร้านเดียวเลยอ่ะ
ที่นี่มีของเล่นแบบโบราณ รวมถึงขนมแบบแฟนฉัน มากมายจริงๆแต่ก็แอบทันสมัย เหล่เห็นตุ๊กตาไม้ แพนด้า เบจิง (ก๊อบมาได้หน้าตาไม่เหมือนสุดๆ ตาไหลย้อยแต่ก็น่ารักไปอีกแบบ แบบย้อยๆ!)
ไม่ต้องหาแพนด้าเบจิงที่ว่าในรูปนะเพราะไม่ได้ถ่ายมา
โคมไฟที่ทำด้วยวัสดุธรรมชาติอะไรซักอย่าง
สวยมากเลย แต่กลัวซื้อมาแล้วจะเข้าคอลเลคชั่นขยะในห้อง เลยตัดใจ
เอากลับมาแค่รูปถ่าย
พลอยกับนอยเริ่มปฎิบัติการ จองเรือ ส่วนเรากับโจ๊ก มีประโยชน์มาก เดินถ่ายรูปเล่น O[]O
(ถ้าไม่มีเราก็ไม่มีรูปนะ! 555)
เรือที่นั่งจะหน้าตาประมาณนี้ ซึ่งต้องนั่งรวมกับคนอื่น ถ้าเหมาทั้งลำ มันแพงเกินกว่าเหตุ
แต่ว่า จองเรือขึ้นตอน 3 ทุ่ม เวลานั้น ราวๆ 1 ทุ่มกว่าๆ เลยไปหาของกินกันต่อด้วยความหิวโซ
เริ่มเดินปฎิบัติการณ์ล่าของกิน สังเกตุได้ว่าจะมีคนเบียดเสียดตลอดเวลา เพราะคนเบียดกันมากจริงๆ
แล้วเราก็โดนอาซิ้มซักคนเดินดันหลัง ลำบากใจมาก แต่เราก็ยังจะถ่ายรูปเพราะต่อให้อาซิ้มเร่งเรา เราก็ติดคนข้างหน้าอยู่ดี คริๆ
เดินขึ้นสะพานแล้ว เอากล้องถ่ายย้อนลงมา (ก็ยังเห็น คน คน คน)
แต่แบบว่าสวย แล้วอากาศก็เย็นสบายด้วย เลยไม่รู้สึกแย่ที่ต้องมาเดินช้าๆ
แต่ไม่รู้ว่าอาซิ้มด้านหลังจะหงุดหงิดหรือเปล่า แต่เราก็ยังจะถ่ายรูป 555
เพราะยังไงก็ติดคนข้างหน้าเหมือนเดิมนะ อาซิ้ม!
ภาพนี้ถ่ายตอนเดินลงสะพาน สวยมากๆ จริงๆช่วงนี้เป็นช่วงที่เราชอบสุดแล้วละ เราไม่ได้ปลื้มไปกับการชมหิงห้อยเท่าไหร่ แต่มีความสุขที่ได้มาสัมผัส บรรยากาศของเมืองมากกว่า ถ้าไม่มีคนเยอะขนาดนี้จะดีมาก
เรือขายอาหารเต็มริมฝั่ง การตลาดแรง หมายถึงขายได้แรงๆไม่ต้องแข่งกันเพราะหมดทุกลำ!
กว่าจะได้อาหารรอนานมาก เพระคนเยอะจัดๆ แถมสั่งไปคนทำก็ลืมเพราะคนเยอะจัดต้องสั่งใหม่ 3-4 รอบ
สั่งก๋วยเตี๋ยว ก๋วยเตี๋ยวหมด สั่งผัดไท ได้ไม่ครบเพราะของหมดก่อน จนนังนอยต้องระเห็จไปกินร้านอื่นคนเดียวขณะที่คนอื่นกินผัดไททั้งที่เป็นคนไปสั่งแท้ๆ แต่มันสั่งไม่ใส่กุ้งแล้วจานที่ได้ดันมีกุ้งทั้ง 4 จาน (มันเป็นเรื่องที่น่าเศร้า T^T)
ร้านที่เรานั่งรอกินผัดไทกัน ต้องการที่นั่งเลยต้องสั่งน้ำด้วยตามระเบียบ
หลังจากกินเสร็จเราก็เดินช๊อปรอเวลาขึ้นเรือต่อ
ชายคนนี้เล่นไวโอลินเพลงของตัวเองหรือเปล่าไม่แน่ใจเพราะเฮียเค้าขายซีดีอยู่ข้างๆด้วย แต่ว่าคนเยอะเกินไปจะหยุดยืนฟังก็ไม่สะดวกเท่าไหร่ จนไม่รู้ว่าเฮียเล่นเสียงอะไรกันแน่ นี่เป็นข้อเสียของโลเกชั่นนะจ๊ะ
ร้านรกๆนี่ถ่ายรูปสวยจริงๆ
ร้านนี้เป็นตรอกเล็กๆ แคบและลึก เดินเข้าได้คนเดียว แต่สวยมาก ทั้งสองฝั่งข้างตัวเราเป็นของขาย แล้วขายพวกของห้อยแขวนๆ เข้าไปในร้านแล้วครีเอทสุดๆ
แต่เวลาถ่ายรูปต้องเปิดแฟลชอ่ะไม่งั้นแสงไม่พอ
ร้านนี้รูป ผญ ที่ถ่ายแล้วหน้าหายนั่นอ่ะน่ารักดี แต่ข้างบนนี่งานพี่แป้งจริงหรือก๊อปหว่า??
ร้านขายน้ำที่มีขายไอติมด้วย โจ๊กกับมีมี่ซื้อไอติม แต่เราเห็น น้ำอะไรของมันไม่รู้ วอดก้าผสมมาเน็ต เลยลองสั่งมา เป็นแนวเปรี้ยวๆ อร่อยดี
หลังจากนี้จะไปรอลงเรือแล้ว แต่อยู่ฝนก็ตก ไม่มีใครพกร่มมีแต่ทายากันยุงเฉยๆ แล้วเราก็ยังไม่หายหวัดดีด้วย รู้สึกมึนๆ หรือเพราะวอดก้ากันแน่? แต่ว่าเรือก็เลทเพราะฝนตกเนี่ยแหล่ะ แล้วพอขึ้นเรือ เรากับนอย นั่งหน้าสุดของลำ ลมหนาวพัดตีเข้าหน้าเพิ่งตากฝนมา จับใจ! แถมพอนั่งๆไป ฝนดันตกอีกรอบ แล้วทีนี้ที่พัดเข้ามามีทั้งลมทั้งฝนเลยทีเดียว หนาวมากๆ แล้วมีมี่กับพลอยก็นั่งจับผิดว่า มันหิงห้อยจริงหรือไฟประดับต้นไม้กันแน่
ว๊ากกกก ตูไม่อยากเสียเงินค่าเรือ 80 บาทเพื่อมานั่งวิเคราะห์ว่ามันจริงหรือปลอม แต่ตูมาดูหิงห้อย สีขาวๆเป็นจุด ขยับกันกระพริบแสง ปริ๊บๆ ที่เหมือนไฟประดับต้นไม้ ชะมัด =_=" (ถ่ายรูปไม่ติดอยู่แล้วเลยไม่ถ่าย) แล้วนั่งเรือเพื่อดูหิงห้อย 1 ชม. แต่ได้ดูหิงห้อย จริงๆราวๆ 10 นาทีที่เหลือนั่งเรือ เราก็แอบคิดนะว่า จะจอดให้กูดูหิงห้อยนานกว่านี้ได้มั้ยวะ อย่างน้อยจะได้บอกได้ว่า มันเป็น หิงห้อยจริงไม่ใช่ไฟประดับต้นไม้! แต่ในใจเราก็คิดว่ามันเป็นหิงห้อยจริง (ไม่งั้นก็โง่กันหมดอัมพวาอ่ะดิ่ เอ๊ะ หรือนี่จะเป็นแผน ทริค-ออฟ-อัมพวา O[]O!)
พอขึ้นมาด้วยความที่ยังไม่อยากกลับ แต่อัมพวาหลับแล้ว เลยไปนั่งร้านที่เปิดท้ายๆ ไม่ขายอาหารแล้วแต่เบียร์ยังกินได้ แต่ตอนนั้นก็หิวนิดๆนะ เลยกินแล้วแสบท้อง
ขากลับที่พัก อัมพวาที่เคยแออัดกลับร้างผู้คนจนน่ากลัว เดินผ่านสะพานนึง บรรยากาศดีมาก อากาศเย็น หยุดยืนคุยกับนอยเรื่องเก่าๆนานมากๆ (อีเว้นลับ) แต่อีกสามคนกลับที่พักไปแล้ว คุยอยู่เกือบครึ่ง ชม. หรือนานกว่านั้น? เริ่มเจอขี้เมาเดินข้ามสะพาน น่ากลัว เลยกลับดีกว่าระหว่างทางที่เหลือก็เป็นวงเหล้า เอ่อ เดินอยู่สองคนก็เลยเสียววูบๆเล็กน้อย แล้วพอกลับถึงบ้านพักก็นั่งคุยไปเรื่อยๆ จนตี 5 ได้ ถ้าไม่มีใครซํกคนบอกว่าจะอาบน้ำ สงสัยคืนนั้นคงไม่ได้นอน
แต่คืนนั้นเรานอนไม่ค่อยหลับเพราะเงยหน้าไปที่นอนเรา มันอยู่ตรงกับคาน หลอนๆไงไม่รู้ แม้จะขยับไม่ให้ตรงคานแล้วก็ ยังหลอนนิดๆอยู่ดี คือหลับนะแต่หลับๆตื่นๆ
เช้าวันต่อมา มีการโดนเจ้าของบ้านพักแซวว่า นี่ถ้าอยู่อีก ชม.ก็ได้ตักบาตรแล้ว กร๊ากๆ
(แอบรู้ว่าพวกเรานอนกี่โมงซะงั้น)
คือบ้านพักของที่นี่แบบ กำแพงบางมาก มีคนเดินลงบันไดจากบ้านข้างๆยังได้ยินเลย แล้วเราก็คุยกับเพื่อนแบบ มีเรื่องคุยไม่จบไม่สิ้นทั้งคืน กำลังคิดว่า คนที่พักอีกห้องจะสะดุ้งโหยงๆขึ้นมาบ่อยหรือเปล่า
เช้าวันใหม่ เข้าโซนหน้าวิกเต็มๆเพราะ สังเกตขึ้นมาว่า กำแพงที่พักแอบเนี่ยนเป็นสตูดิโอได้ เลยลุกขึ้นมา ถ่ายรูป ฝีมือนอยทั้งนั้น แล้ว นอยก็แอบถ่ายรูปเก่งว่ะ ปกติ เรามาเที่ยวนะ รูปเราเบลอตลอดอ่ะพอเป็นคนอื่นถ่าย (ข้อเสียของคนแบกกล้อง มักไม่รูปตัวเอง) แต่ที่เห็นในเอนทรี่มีรูปเราเยอะๆเพราะโดนสั่งมาว่าห้ามลงหน้าพวกมันเยอะหรอกนะ ="=
เนียน!
ถ่ายรูปแต่งตัวกันเสร็จก็ลงมาเจ้าของที่พักเตรียมปาท่องโก๋กับน้ำเต้าหู้ไว้ให้ด้วย แล้วมีเรือขายผัดไทพายมาพอดี เลยกินผัดไทอีกแล้ว
แล้วพอถึงช่วงนึง ก็แยกออกมากะนอยถ่ายรูปเล่น อีกสามคนไปเดินซื้อของฝาก
ที่นั่นมีบ้านนึงทาสีม่วงทั้งหลังเด่นมาก ต้องไปถ่ายให้ได้
แช๊ะ! กร๊าก (ดูๆไปชักเหมือนคนบ้า)
โซนนี้ดูเหมือนนักท่องเที่ยวดี
หลังจากนี้ก็มิมีอะไรแล้ว เดินไปขึ้นรถทัวร์แล้วก็ นั่งกลับ กทม. ประมาณ 2 ชม ก็ถึง แล้วก็แยกย้ายกันกลับ
----------------------------------------------------------------
----------------------------------------------------------------
แต่ปัญหามิได้จบอยู่แค่นั้น!!
เรากลับมาเผชิญความจริงว่าได้หนีงานไปชั่ววูบ แล้วก็เข้าถ้ำ ปั่นการ์ตูนต่ออย่างหฤโหด
ตอนนั้นรู้สึกคนพ้นสัจธรรมอีกแล้วว่า
การจะทำสิ่งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ให้เป็นไปได้ คือเราต้องไม่ทำคนเดียว T[]T!
เราปั่นการ์ตูน 35 หน้า ภายใน 5 วัน เราจะอ้วก แล้วก็รู้สึก สับสน ขาดความมั่นใจ เรื่องที่คิดมาไว้ดีๆ ก็ถูกเวลาจำกัด ทำเอาปั่นป่วน แต่ก็เต็มที่แล้ว ใน 5 วันนั้น มันไม่ได้ดีเลิศแต่ดีที่สุดแล้วสำหรับทำในห้าวัน ในมาตรฐานของเราอ่ะนะ ตกนอนวันละไม่เกิน 6 ชม สองวันสุดท้ายได้นอน 2 ชม. (ก็ยังอุตส่าห์ได้นอนเนอะ) มีนุ่มมาช่วยแสกนงานกับถมดำและกับทำความสะอาดงานให้ 1 คืน กับไปขอร้องให้พานุวาดฉากให้ 1 ช่อง ที่เหลือต้องลุยเอง วาดจนปวดตั้งแต่มือร้าวไปถึงหัวไหล่ขวา นอนลงไปนี่เหมือนมีเลือดวิ่งที่แขนขวาเต้นตุบๆเลย โหดชะมัด แล้วเราป่วยกลับมาจากอัมพวา เพราะตากลมและฝน เจ็บคอ เดือนนี้เสียค่ายาไป 500 กว่าเพราะป่วยสองรอบ เปลืองมากๆ ยาบ้าอะไรวะ ขายแพงชิบ ต่อไปจะฝากเพื่อนที่เป็นแพทย์ซื้อแล้ว ฮึ่ม!
ช่วงนั้นถึงกับ กางโพสิชั่นใหม่ในห้องนอน ตั้งพื้นที่ในพื้นห้องที่เหลือ เอาโต๊ะเตี้ยมาวางเอาโคมไฟมาตั้ง ตั้งโน๊ตบุคไว้ทางซ้าย (เอาไว้บ่นๆในเอ็มโดยเฉพาะ) ทางขวาเป็นหนังสือสร้างแรงบันดาลใจและกองน้ำกับของกิน
รูปนี่ถ่ายมาเพราะไปบ่นกับชุบว่า "ห้องชั้นตอนนี้เป็นสวรรค์ล่ม มีอารมณ์จะถ่ายรูปมาให้เธอดู"
เพราะเดิมก็เน่าอยู่แล้ว นี่เอาโต๊ะกับหนังสือมากองตามพื้นอีก เน่าบัดซบ! คนเขียนก็เน่าเพราะปั่นจนอาบน้ำบ้างไม่อาบบ้าง แต่เพราะถ่ายรูปโต๊ะเนี่ยแหล่ะ แล้วตอนที่ย้อนเมมกล้องดู เปิดไปเจอไฟล์ภาพตอนไปอัมพวาแล้วอยู่ๆก็รู้สึกดีขึ้นมา รู้สึกเหมือนเราก็มีช่วงเวลาดีๆเหมือนกันนี่หว่า เลยส่งแมจเซจไปหาเพื่อนที่ไปมาด้วยกันอารมณ์ว่ารู้สึกดีที่ได้ดูรูปตอนนั้นเลยส่งมา มีมี่กับโจ๊กดันนึกว่า ตูจะฆ่าตัวตายซะนี่ บ้าป่ะ ไม่ตายหรอกโว้ย ตูจะอยู่จนเหี่ยวเลยล่ะ!
แล้วตอนปั่นก็ท้อทุกวันเพราะไม่รู้ว่าจะทันหรือเปล่า จะร้องให้หลายรอบมากแต่ร้องไม่ออก ก็เลยวาดต่อไป แล้ววันก่อนสุดท้ายก็ไปสืบว่าไปรษณีย์มันส่งได้ถึงกี่โมงเพราะต้องส่งงาน ที่ใต้ดินเซ็นทรัลลาดพร้าว ตอบอย่างไร้เยื่อใยมาว่า บ่ายโมง อยากส่งช้าไปส่งกับไปรษณีย์กลาง
พอวันสุดท้ายจริงๆ 6 โมงแล้วเราเพิ่งจะออกจากบ้าน ทำถึงหน้า 25 แล้วท้อ รู้สึกว่ากูทำอะไรอยู่เนี่ย แต่ก็ท้อแบบมือยังทำต่อไป (อะไรนั่น =_=") เอาเข้าจริงได้ความช่วยเหลือจากมารดาเป็นอันมาก วันสุดท้ายแม่เช็คให้ว่า ไปรษณีย์กลางส่งได้ถึง 2 ทุ่ม (อยากจะบอกเรื่องนี้กับทุกคนที่ส่งงานประกวดนะค๊า ไปส่งที่ไปรษณีย์กลาง อยู่แถวบางรัก จะได้ปั้มวันที่วันนั้นถึง 2 ทุ่ม!)
แม่โทรมาสั่งพ่อว่าให้เอาเรามาส่งที่หน้าปากซอย ขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดินจากลาดพร้าวมาถึงหัวลำโพงมีแมจเซนเจอร์ของบริษัทแม่มารอรับแล้วเข้าบริษัทไปปริ้นงาน แล้วแมจเซนเจ้อคนเดิมก็ ขี่มอไซค์ไปถึงไปรษณีย์กลางตอนส่งงานเราก็ เร่าๆกับพนักงานไปรษณีย์ว่า พี่ค่ะ หนูจะได้ปั้มวันที่ 30 วันนี้มั้ยเนี่ยทุ่มเทมาก พี่เค้าบอกว่าได้ นี่ถ้าไม่ได้อยู่ในที่สาธารณะ อาจจะจะตะโกน กระโดด ลงไปดิ้น(ด้วยความดีใจเป็นล้นพ้น) แล้วก็โดนแซวว่า โหคุณน้องบึ่งมาจากจตุจักรทีเดียว แล้วพอออกมาแมจเซนเจอร์ของบริษัทแม่ก็แซวว่า
"ชีวิตมันต้องมีช่วงที่รีบเร่งกันบ้าง" กร๊าก แล้วทำไมหนูรีบเร่งตลอดเวลาอ่ะคะ
เสร้จสิ้นแล้วก็บึ่งมอไซค์กลับไปหัวลำโพงที่แม่รออยู่เหมือนเดิม ตอนที่นั่งขากลับงวดนี้แหล่ะ รู้สึกไฟข้างทางมันมัวๆ ถึงกับน้ำตาเล็ด ว่ากูทำเสร็จจริงๆเหรอเนี่ย T^T รู้สึกจะไม่เสร็จหลายรอบมาก ส่วนเรื่องคุณภาพอย่าถามมากเลยนะ มันทำได้เท่าที่ 5 วันจะปั่น 35 หน้าแบบมีนุ่มกับนุมาช่วยเท่านั้นแล้วล่ะ
รู้สึกว่าจะมีคนลุ้นกันหลายคนมาก ว่าเราจะทำสำเร็จหรือไม่ ตื่นเต้นซะ!
กลับบ้านนอนไม่หลับแล้ว เลยเก็บขยะในห้องต่อ แล้วก็น็อค เอาเที่ยงคืน
ว๊าย ฉากอะไรเนี่ย!
ตอนที่ให้ พี่ที่ทำงานในบริษัทแม่ปริ้นไอ้หน้านี่น่ะ อายสุดๆ แต่เก๊กหน้าขรึม ว่าตูไม่รู้สึกอะไร
เจอของแปลกเข้าให้แล้วคุณพี่!!
วันต่อมาเก็บกดหลังจากเข้าถ้ำไป 5 วัน ซื้อของกระจาย ตั้งแต่ หัวถึงเท้า น่ากลัวจริงๆ คนเรา
ส่วนวันนี้ คนพิมพ์เหนื่อยแล้ว สวัสดี!
ยาว เทียวหน้าสนุก
แอบขอโปะ! 555+

แต่งตัวน่ารักมากเลยยย ชอบๆๆ หน้าใสกิ๊กเลย
)