2012/Oct/04

จริงๆวันนี้ไม่ได้กะไป ดูโอโม่ ตามจั่วหัวหรอกแต่ว่า...
...เอาเป็นว่าเล่าแต่เช้าเลยแล้วกัน
 
วันนี้รีบตื่นตั้งแต่ 8 เช้าเพราะตั้งใจจะไปทำเรื่องจ่ายค่าหอหักให้ได้ ที่เมื่อวานจ่ายไม่สำเร็จ มาธาร์บอกว่าให้มาช่วง9-10 โมง แต่จริงๆก็เริ่มรู้สึกตัวตื่นตั้งแต่ตี5แล้วล่ะ แต่คิดว่าควรนอนให้เยอะๆเลยนอนต่อ ตื่นจริงอีกที 7 เกือบ8 วันนี้สภาพดีกว่าเมื่อวานเล็กน้อย อย่างน้อยก็แอบโบกหน้าไปนิดนึงแต่คิดว่าต้องเดินเยอะอีกแหง๋ เลยไม่อยากโบกมาก เดี๋ยวหน้าละลายระหว่างวัน
อ้อ แล้วก็เรื่องมือถือที่เมื่อวานใช้ไม่ได้สักที เพื่อนบอกให้ลองปิดแล้วเปิดใหม่ พอทำแล้วเครื่องถาม PIN CODE ถึงได้ถึงบางอ้อว่า อ้อ ไอ้บัตรที่มาพร้อมซิมที่ซื้อเมื่อวานมันมีช่องให้ขูดเพื่อหาเลข PIN CODE มาพิมพ์ใส่เพื่อ UNLOCK SIM ในเครื่องนี่เอง (กรูนั่งบ่นมือถือใช้ไม่ได้อยู่ตั้งนาน ความโง่มีจริง ดีนะโง่แค่คืนเดียว) พอเครื่องจับสัญญาณของ WIND ปุ๊ป วิก ก็ลองของโทรหาเพื่อนคนไทย ที่อยู่ในอิตาลีทันที แล้วโทรติด เย่ ดีใจมากในที่สุด กรูหลงทางยังไงก็รอดแล้ว แต่คือยังต่อ 3G ไม่ได้อยู่ดี เพื่อนบอกว่าถ้าใช้ iPhone IOS6 เอาไปให้ที่ร้านจัดการเลย เพราะเพื่อนเค้าก็ทำเองไม่ได้เหมือนกัน แต่คือมีธุระต้องไปจัดการที่มหาลัยก่อน
 
ก็เอาเป็นว่าไปมหาลัยที่แรกเลย พุ่งไปหามาธาร์บอกว่าจะจ่ายค่าอพาทเมนท์ ก็ได้จ่าย แต่งงมากที่ต้องกรอกเอกสารสมัครเรียน enrollment อีกรอบ ก็มีพนง.ของทาง NABA ที่ไม่รู้ว่าเป็นอาจารย์หรือเปล่าแต่ไถหัวด้วย คูลมาก มาช่วยกรอก เค้าพยายามพูดอังกฤษกับวิกแล้วทำหน้าเครียด คือมีหลายอย่างในใบที่ต้องกรอกที่ตอบแทบไม่ได้แล้ว เช่นจบ ม.ปลายปีอะไร เข้ามหาลัยปีแรกปีอะไร พอดีจบมาหลายปีแล้วชักลืม (ความจำสั้นรักฉันยาว 55) มหาลัยยังพอตอบได้ เจอถามเกรดม.ปลายนี่งงเลย (ดีแล้วที่จำไม่ได้เพราะเกรดเน่ามากสมัยนั้น) แต่ว่าเกรดมหาลัยวิกจำได้เพราะคะแนนดี 555 เอาเป็นว่าส่วนที่ต้องทำในมหาลัยเสร็จอย่างราบรื่นแม้จะงงๆเล็กน้อย
 
ทีนี้ต้องไปส่งไอ้ใบเมื่อวานที่ส่งไม่สำเร็จจริงๆแล้วสิ ต้องนั่งรถไฟด้วย แต่แบบตั้งแต่มาถึงมิลานนะ คติประจำใจกลายเป็น "เอาเหอะยังไงก็คงไม่ตาย" ไปแล้ว หลังจากท่องประโยคนี้ในใจแล้วรู้สึกสามารถทำได้ทุกอย่าง555
แต่มาร์ธาบอกสถานที่ไปมาแค่ VIA MOSCOVA nr.2 คือจริงๆมาร์ธาบอกถูกแล้วล่ะ แต่เราไม่เคยไปไง เรารู้แค่ VIA MOSCOVA nr.2 นี่งงเลย เลยวกกลับไปถามชื่อสถานที่อีกที สรุปว่าที่ๆต้องไปมันชื่อ UFFLICIO EHTRATE
 
ด้วยความที่ในที่สุดมือถือก็โทรได้แล้ว ขอกูเล่นเหอะนะ 3G เนี่ยเห็นเพื่อนที่อยู่นอกบอกว่ารอดเพราะ maps ใน iPhone มานักต่อนักเลยอยากใช้บ้าง เลยพุ่งตัวไปศูนย์ WIND ก่อนจะบุกสถานีรถไฟ เพราะกลัวหลงทางจัด แบบว่างวดนี้หลงแม่งหลงไกลละไง เลยขอให้มือถือใช้ได้ก่อน เอาเป็นว่า พอให้พนง.WIND จิ้มๆเครื่องไม่กี่วินาที ก็ใช้ 3G ได้ ในความรู้สึกคือ กูไม่กลัวอะไรอีกแล้ว! internet ครองโลก ไชโย! เหมือนมีเพื่อนอยู่ด้วยอีก 100 คนแม้จริงๆจะเดินอยู่คนเดียวก็เหอะ ทีนี้เลยลองของใช้ maps ทันที ลองจิ้มจาก ศูนย์ WIND ไปสถานีรถไฟ ROMOLO
 
เรากลับมาแก้มือสถานีรถไฟ ROMOLO อีกรอบ อย่าให้เกิด STRIKE DAY อีกรอบนะเฟร้ย วันแรกทำวิกหน้าหงาย งง มือไม้สั่น ทำไรไม่ถูกไปรอบละนะ เดินลงใต้ดินถามไปทั่วว่าซื้อตั๋วตรงไหน ในที่สุดก็เจอตู้กดตั๋ว เพื่อนบอกตอนเช้าทางโทรศัพท์ไว้ว่า มันมีภาษาอังกฤษ ให้เลือกนะตัวเธอ เอาล่ะกูรอดแน่ จิ้ม! งง @__@ ภาษาอังกฤษจริงแต่แบบ มีตั๋วให้เลือกมากกว่าสิบแบบ แล้วกูต้องซื้อตั๋วแบบไหนวะ วะ วะ วะว๊ะ!!! พบสาวสวีเดนแถวๆตู้ ประกบถามทันที แต่เค้าก็บอกเค้ากดไม่ได้เหมือนกัน ตู้นี้เป็นอะไรไม่รู้ แล้วอยู่ๆก็มี ผช ต่างชาติอีกคนเข้ามาช่วย สงสัยเห้นเป้นต่างชาติเหมือนกันเลยเข้ามาช่วย เอาเป็นว่าหลัง ผช พยายามกดเลือกให้ด้วยภาษาโปรตุเกสของชาติเค้ามั้ง ทำให้เราไม่รู้เรื่องเหมือนเดิม ทีนี้พอถึงตอนจ่ายเงินก็ยัดแบ๊งไม่เข้า ราวตู้เสีย สุดท้ายเลยต้องเปลี่ยนตู้ แล้วก็ได้คนเดิมช่วยกด ตั๋วตะลุยรถไฟแบบเหมาทั้งวันมา จริงๆต้องการแค่ไปกลับแต่เอาเหอะ กดยังไม่เป็น ตอนนี้ได้อะไรก็ใช้ แล้วก็ถามเปะปะ ลงชานชาลา นั่งไปถึง MOSCOVA จนได้
 
MOSCOVA ดูเจริญว่ะ ขึ้นมาเจอห้างใหญ่เลย ดูสมเป็นเมืองใหญ่ต่างจากแถวที่เราพัก แต่แบบต้องไปทำธุระก่อน ทีแรกกะว่าถ้าส่งเอกสารเสร็จจะเดินกลับมาแวะเข้าห้าง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เดินย้อนกลับมา ทีนี้หลังจากมือถือใช้ได้ กด map ในiPhone ได้ วิกก็จัด..เดินตาม map เลยฮ๊าฟฟ ปรากฎว่า ด้วยเซนส์หรืออะไรก็แล้วแต่ รู้สึกแปลกๆว่ะ รู้สึกว่าอาจจะไม่ใช่ จะใช่ทางนี้จริงเหรอวะ เลยถามจากคนเดินถนนว่า ทางนี้ไป VIA MOSCOVA หรือเปล่า (VIAแปลว่า ถนน คือ ถนนมอสโควา) แล้วปรากฎมันคนละทิศเลย คืองงมาก เซิจ map ด้วยชื่อ UFFLICIO EHTRATE แต่มันไม่ได้ไป VIA MOSCOVA2 ตามที่มาธาบอก รู้สึกล้มเหลวในการใช้ map จริงๆเซิจด้วยชื่อถนนอาจจะดีกว่าชื่อสถานที่ แต่ตอนนั้นแบบ เห็นมันเซิจด้วยชื่อสถานที่แล้วเจอเลยกะเดินเองสรุปแม่งไปคนละทางเลย เลยเลิกไว้ใจ map เพราะใช้ไม่เป็นเองไง ถามคนเยอะมาก เพราะมาร์ธา เขียนไม่ชัด แบบ ทีแรกเข้าในว่าเป็น N22 แต่จริงๆแล้วเป็น NR2 คือมันไกลกันมากกกกกก เหมือนกลางถนน กับสุดหัวถนนเลย แล้วคือเราจะเดินเจอตึกเบอร์ 22 ก่อนดูยังไงก็ไม่ใช่สถานที่ที่จะมาส่งใบที่เหมือนเอกสารราชการ มันเป็นร้านขายอะไรก็ไม่รู้แบบไม่ใช่แน่ๆ เลยเดินไปต่อ แถมเดินวกกลับไปมาหลายทีมาก เพราะนึกว่าเดินเลยหรือเปล่าหรือต้องเข้าซอยหรือเปล่า เอาเป็นว่าเดินอีกไกลมากกว่าจะเจอ NR2 หน้าตาสมเป็นตึกราชการ ยิ่งใหญ่อลังการ
ประเด็น...ด้านหน้าตึกมันไม่ได้เขียนว่า UFFLICIO EHTRATE ที่มาร์ธาเขียนมาให้ แต่มันขึ้นว่า UFFLICIO เหมือนกัน แต่ต่อด้วยอะไรจำไม่ได้เป็นภาษาอิตาลี ออกเสียงยังไม่ถูกเลย เอาเป็นว่าไปทำตัวกะเหรี่ยงในนั้นอีกเล็กน้อยตอนรับบัตรคิว เจ้าพนง.พูดอิตาลีใส่ยาวมากแล้วชี้ๆไปทางซ้ายมือของเค้าเราก็งงนึกว่าไปอีกห้องเดินออกจากห้องนั้น เจอคนลากกลับเข้ามาบอกว่าต้องเดินเข้าไปข้างในต่างหาก ก็เดินเข้าไปงงต่อแบบ เจอเค้าพูดยาวมากเหมือนโดนด่า แต่วินาทีนั้น กูโดนด่าก็แปลไม่ออกว่ะ จริงๆคือเราได้บัตรคิวมา แล้วเค้าบอกให้รอ ถ้าโดนเรียกแล้วถึงให้ไปทางซ้ายมือที่เค้าชี้ ก็วุ่นวายแค่ตอนเอาบัตรคิวนี่แหล่ะ พอถึงคิวไปนั่งโต๊ะ พนง.สุภาพมากแถมจัดการแป๊ปๆเสร็จ สิ่งที่ได้มาจากที่นี่คือ NUMERO DO CODICE FISCALE มาเป็นรหัสตัวเลขปนตัวหนังสือยาวๆราว password แต่เราเข้าใจว่าเป็นรหัสที่เราไปรายงานตัวแล้วจะได้รับความคุ้มครองจากทางนั้นนะ  แต่บอกตามตรงจนถึงตอนนี้จัดการเรื่องเรียบร้อยแล้วยังไม่รู้ว่าไอ้ตึกที่เราเข้าไปส่งใบแล้วเดินออกมามันคือ ตึกอะไร???
 
รู้แต่ตอนนั้น จ่ายค่าอพาทเมนท์แล้ว เขียนใบสมัครเรียนแล้ว ส่งไอ้ใบที่ล้มเหลววันก่อนได้แล้ว FIN~~
แต่ตอนนั้นเพิ่งจะเที่ยงกว่าๆ เลยแบบ ไปไหนต่อดีกรู ความคิดแรกคือจะย้อนไปห้างที่ผ่านมาเพราะยังไม่รู้ว่าควรจะไปไหน ไปเริ่มเอาจากสถานีรถไฟที่ขึ้นมาแล้วกัน แต่ตอนเดินๆอยู่ คุยกะเพื่อนในวอทแอพ พอบ่นหิวเพื่อนบอกกินข้างทางเลย เลยเดินเข้าร้านมั่วๆที่ดูเป็นร้านอาหารบ้านๆ มีคนเยอะ แล้วร้านนี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของ DUOMO!
 
คือ...อ่านมาถึงนี่ อาจจะแบบว่า เราจะตื่นเต้นทำไม เราจะมั่วทำไม คือแบบปกติ วิกเป็นพวกชอบใช้งานเลยไม่ค่อยอ่านคู่มือ งงปะ  เป็นพวก ลงมือทำเลยศึกษาเอาจากตอนทำ มาคิดดูการกระทำทั้งหมด มันมาจากนิสัยแบบนี้ชัดๆ ถ้านั่งอ่านหนังสือท่องเที่ยวอิตาลีทั้งเล่มก่อนมา หรือ นั่งค้นนั่นนี่วางแผนการเดินทาง อาจจะแบบไม่ต้องถามใครเลย หรือเก่งอังกฤษมากๆ ก็คงง่ายกว่านี้ แต่เราไม่ได้ทำ พูดให้ง่ายกว่านั้นคือ ทำไม่เป็น เลิกไว้ใจแมพไปตั้งแต่ตอนหาสถานที่ด้านบนแล้ว และไม่ได้เก่งอังกฤษขนาดนั้น แต่ที่เราทำได้คือ เดินหน้า และ หน้าด้าน ถึงกับคิดว่าถ้าโลกนี้ยังไม่มี iPhone กูก็คงไม่ตาย แต่อดถ่ายรูปเนอะ 555
 
เอาเป็นว่า กลับไปที่ร้านอาหารเนอะ...
เข้าไปเปิดเมนูละแบบ มีแต่ตัวหนังสือวะ อ่านไม่ออกซักอัน อุตส่าห์ใช้ไอโฟนเซิจตามชื่อเมนูเผื่อจะเห็นรูปแล้วรู้ว่ามันคืออะไร สุดท้ายรู้สึกว่าเสียเวลาไปปะวะ ที่ต้องมานั่งเซิจทีละเมนูแบบนี้ ปลง ออกจากร้านดีกว่า ลุกแล้วนะ แต่ตั้งใจจะบอก พนักงานของร้านว่า จะไม่กินทีนี่แล้ว อ่านเมนูไม่ออกซักตัว แต่ทีนี้ โต๊ะข้างๆเป็น ชายวัยกลางคน สองคน เค้านึกว่าเราจะสั่งอาหาร เค้านึกว่าเราจะถามพนง.ว่าเมนูพวกนี้เขียนว่าอะไร เค้าเลยทักเรา แล้วนั่งอธิบายเราว่า แต่ละเมนูมันคืออะไร เราบอกเค้าไปแค่เราต้องการกินพาสต้า ที่มี Olive oil เค้านั่งอธิบายเมนูพาสต้าทีละอัน ว่าอันไหนมันคืออะไร เส้นเป็นยังไง ผัดกับอะไร ใส่เครื่องอะไร ซาบซึ้งโคตร รู้สึกเกรงใจที่เค้ามากับเพื่อนแต่ต้องมานั่งอธิบายเมนูให้เราฟัง จริงๆเราฟังออกไม่หมด แต่สุดท้ายสั่งอันที่เค้าบอกว่าอันนี้ เผ็ดนะ คือได้ยินว่าเผ็ด วิกก็สั่งทันที 555 เค้าอุตส่าห์ถามอีกว่าจะเอาน้ำเปล่าหรือ sparkling water เลยบอกว่าจะลองกิน sparkling อะไรนั่นแล้วกัน สรุปได้พาสต้าที่มีแต่เส้นกับสปาคลิ่งวอเท่อนั่นมา บอกตามตรงว่ารสชาติ.....นี่มันอะไรวะเนี่ย แต่เห็นเค้าพรีเซนท์ว่ามันอร่อย แถมคนก็เต็มร้าน นี่มันคงอร่อยของทีนี่ว่ะ เฮ้ย! ปากวิกมันไม่ถึงเองหรืออะไรฟระ แต่แบบเค้าถามว่าอร่อยมั้ย เลยโกหกไปว่า อร่อยจ้ะ T^T
กล้ำกลืนกิน แถม Sparkling water ไม่ได้ช่วยกรูเลย เหมือนน้ำโซดาเปล่าๆ จริงๆเคยกินสมัยมหาลัยในไทยทีนึงละแต่คิดว่ามันอาจจะต่างกันก็ได้ แต่มันไม่ต่าง! ระหว่างกิน เราไม่มีอะไรทำเลยงัดแผนที่ขึ้นมาดู กะว่าจะหาซักที่ไปต่อ ทีนี้โต๊ะข้างๆชวนคุยอีก ก็ถามประโยคเบสิกว่าเรามาจากไหน จะไปไหน เราบอกว่าเรา no plan กำลังจะหาซักที่ไป เค้าเลยบอกว่า เดินไปให้ถึงสัญญาณไฟ แล้วเลี้ยวซ้าย จะเจอมหาลัย แล้วเลี้ยวซ้ายไปอีกเดินไปเรื่อยๆจะเจอดูโอโม เราก็งงเพราะเรารู้สึกว่า เอ๊ะ ดูโอโม เหมือนมันจะเป็นสถานีที่ไกลจากที่นี่มากเลยนะ แบบเดินไปได้ด้วยเหรอ เค้าบอกว่าได้
โต๊ะข้างๆกินเสร็จแล้วออกไปก่อน เรากล้ำกลืนกินพาสต้าที่แบบ...นั่นจนเกือบหมด แต่ Sparkling water ให้มาเกือบลิตรไม่ไหวจริงๆ ลาก่อน...
 
ออกจากร้านอาหารจำได้ว่า เค้าบอกว่าให้ไปซ้าย กูก็ไปซ้าย...
 
วิกเดินไปแบบไม่รู้ว่าผิด หรือถูกอีกแล้ว ยังพยายามใช้ map ต่อ พิมพ์ปลายทางว่า Duomo แล้วเดินตาม ยังหวังว่ามันจะช่วยเหลือได้ เดินๆมาเจอ ที่ๆนึงที่ดูแล้วเก่า มีกลุ่ม นศ นั่งออๆราวเป็นสถานที่นัดพบ อ่านป้ายที่อธิบายสถานที่ด้านหน้าอ้าวนี่มัน San Marco!
ฮะฮะฮ่า คือว่าจะมา Duomo แต่ดันเจอ San Marco ก็โอเค ทำตัวต่างชาติมาก เข้าไปถ่ายรูป โชะเช๊ะ แถมเห็นประตูของตึกข้างๆเปิด เดินเข้าไปเลย ถ้าโดนด่าค่อยออกมาแล้วกัน แต่ข้างในไม่มีอะไรเท่าไหร่มีถ้ำแม่พระ เลยยืนไหว้ๆสวดๆ มีคนดำมาทักอย่างเป็นมิตร บอกว่าเดินได้ๆ เจอถามเบสิกว่าแบบ มาจากไหน บอกว่าคนไทย มาอยู่ที่นี่วันที่สอง แต่เค้าทักแบบผ่านๆแล้วเค้าเดินไปเลยไม่ได้น่ากลัวอะไร ก็ดูๆนิดหน่อยแล้วออกมา เดินตามแมพต่อ ยังหวังว่าจะได้เจอ Duomo
แมพบอกให้เดินตรง แต่ตรงหน้ากูเป็นตึกว่ะ พยายามเดินเข้าซอกหาทางที่จะเดินตรงไปก็ตัน จนในที่สุด ก็จะไม่เชื่อ map แล้วววววว!!!
จำจากในร้านอาหารบอกว่า ไปซ้ายแล้วซ้ายอีก ตอนนั้นเลยเลือกซ้าย
เดินมั่วๆถามคนแถวนั้น เดินเข้าซอกยาวแบบ ไม่รู้จะถึง Duomo มั้ยแต่ตึกแถวนั้นสวยดี ก็เลยเดินไปได้เรื่อยๆ เดินผ่านสปาของ GIORGIO ARMANI ด้วยยังกับคฤหาสถ์ แต่แบบทางที่เดินไป ตึกมันเริ่มยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ สวยและดูเก่าขึ้นเรื่อยๆ ก็เลยคิดว่ามาถูกทางแหล่ะ มันต้องไปได้น่า อะไรทำนองนี้ แต่โดนขู่เรื่องโจรมาเยอะมาก คือพูดถึงอิตาลีทุกคนก็พูดว่าโจรกันขึ้นมาทุกคน ทักจนหลอนจนนึกว่าแบบคนที่นี่น่ากลัว แต่ได้ข่าวว่าวิกตั้งแต่วันแรก ขอความช่วยเหลือคนไปเยอะมาก แต่เพื่อความไม่ประมาทก็จัดกระเป๋ารูดซิบเปลี่ยนท่าสะพายระแวงมากขึ้น แล้วก็เดินแล้วถามทางไป ดูโอโม ไปเรื่อยๆ มีแวะซื้อไอติมโคนระหว่างทางด้วย ทั้งที่อากาศเย็นแต่มันก็ยังละลายเร็วมากไม่เข้าใจเหมือนกัน เอาเป็นว่า เดินเลียไอติมมาจนถึงที่ๆมีรูปปั้นที่นึง
เดินเข้าไปดูแล้วพบรูปปั้น ลีโอนาโด ดาวินชี ใต้ดาวินชี เป็นรูปปั้นลูกศิษย์รายล้อม แต่ทีนี้กินไอติมเละเทะมาก แล้วหลอนโจรกลัวเห็นเราถือไอติมแล้วไม่ระวังตัว เลยนั่งกินไอติมจนหมดหน้ารูปปั้นนี่แหล่ะ นั่งกินอยู่ข้างๆกลุ่มเด็กผช หน้าตาดีหลายคน เห็นแล้วก็ระลึกได้ถึงสิ่งที่เพื่อนฝากมาคือ "ถ่ายรูปผู้ชายหล่อๆกลับมาด้วย!" แต่พอดีใกล้เกินไม่กล้าถ่าย เลยถ่ายรูปปั้นลุงลีโอนาโดต่อไป 55 แล้วทีนี้ก็เดินเข้าไปตามฝูงชนต่อ
เจอโซนร้านค้าแบรนด์และร้านอาหาร ที่ตรงนี้สวยมากไม่รู้มีชื่อเรียกเป็นพิเศษหรือเปล่า แต่สวยสุดๆ ยืนถ่ายรูปอยู่ที่นี่พักใหญ่ แล้วถึงเดินตามฝูงชนเข้าไปอีกจนเจอ มหาวิหาร DUOMO ของจริง
DUOMO ยิ่งใหญ่อลังการ เสียดายด้านหน้ามีก่อสร้าง นิดนึง ถ่ายเต็มๆแล้วจะเห็นซุ้มก่อสร้าง เลยต้องเสยกล้องถ่ายแต่บนๆ ฝั่งตรงข้ามวิหารมีรูปปั้น เพื่อนบอกมาทีหลังว่าเป็นรูปปั้นพระเจ้าวิคเตอร์ เอ็มมานูเอลที่2  ที่มีนกพิราบเกาะเยอะมาก แล้วมีคนน่าสงสัยที่พยายามขายอาหารนกพิราบ (คือโดนทักเรื่องโจรเยอะตามสถานที่ท่องเที่ยวจนหลอน จนตอนนี้อยากบอกว่าไม่ต้องทักเยอะขนาดนั้นก็ได้นะ แบบเที่ยวแล้วหลอนไปด้วยอ่ะ ปกติก็ระวังตัวอยู่แล้ว นี่โดนทักจนหลอนเกินแล้วล่ะ)
 
แล้วก็เข้าไปในวิหาร ก็เป็นโบสถ์แหล่ะ เราเคยเรียนเซ็นโยมา รู้ว่าเข้าโบสถ์ต้องทำยังไง สวดบทของศาสนาคริสต์ก็สวดเป็น เพราะโดนจับสวดเช้า กลางวัน เย็นจนถึง ม.ต้น ไหนๆเข้าไปโบสถ์เค้าแล้วเลยสวดบทคริสต์ เดินถ่ายรูปอย่างสงบเพราะเป้นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ทีนี้มาถึงตรงนี้แบตมือถือเริ่มหมดแล้วเลยนั่งชาตด้วยแบตก้อนระยะนึง นั่งอัพ instagram ไปด้วย แต่อัพยากมากแถวนั้นสัญญาณล่มๆ คงเพราะคนเยอะ แต่เราว่าก็ไม่เยอะเวอร์อย่างที่คิดนะ เยอะแบบ ยังเดินกันหลวมๆอ่ะ มีเสปซอีกมากมาย พอแบตเริ่มถึงแถว 40% ก็เดินต่อ คือในโบสถ์มีทางเข้าสู่ใจกลางลงไปอีก ลงไปแล้วเจอเหมือนเค้าทำเป็นห้องจัดโชว์ไว้มีโลงแก้ว กางเขน ที่ดูอลังๆ แล้วมีอีกห้องที่เค้าใช้ศัพท์ว่า treasure ที่ต้องเสียค่าเข้าอีก 2 euro จริงๆห้องเล็กมาก จนแบบเข้าดีมั้ยวะ แต่ไม่อยากงกไม่เข้าเรื่องก็เข้าๆไป ข้างในมีมงกุฎ กางเขน มีอะไรที่เหมือนเชิงเทียนแต่คิดว่าไม่น่าใช่แต่เราไม่รุ้ว่ามันคืออะไรจริงๆ สวยดีนะ แต่เค้าห้ามถ่ายรูป แล้วก็พวกชุดเครื่องประดับของสันตะปาปา แล้วก็ออกมาเดินในตัวโบสถ์ แต่จะจุดของทุกเสาเปลี่ยนการตกแต่งไม่ซ็ำ ดีเทลเยอะมาก มีภาพวาดสีน้ำมันแขวนห้อยลงมาหลายภาพด้วย จริงๆเดินวนในนี้นานมาก แต่ไม่รู้จะอธิบายยังไง  ถ่ายรูปมาก็เทาๆ เพราะถ่ายด้วย iPhone ในที่มืดเลยดูงั้นๆ แต่ตอนที่เรายืนอยู่เรารู้สึกว่ามันยิ่งใหญ่จริงๆ ยืนคิดว่า ดีเทลเยอะมาก แล้วก็เริ่มคิดไปถึงว่า ของในอดีตยิ่ง ยิ่งใหญ่เท่าไหร่ประวัติศาสตร์ยิ่งโหดร้ายขึ้นมา เพราะมันต้องใช้แรงงานคนมากถึงขั้นกดขี่
ก็เอาเป็นว่าดูจนพอใจ เสียทรัพย์ให้หนังสือ Duomo ที่ขายในนั้นเล่มนึงแล้วเดินออกจากวิหาร
 
เห็นตึกข้างๆเป็น museum ชื่อ Musei Civici di Milano เลยเข้าไปดู เจอถามอายุ อายุเราคงเกินไปเยอะละแต่เค้าก็ยังถามว่าเป็น นร.หรือเปล่าก็บอก นร. แล้วก็จ่ายไป 3 euro เพื่อเข้าไปดู Ingresso Museo Novecento ไม่แน่ใจว่าเป็นชื่อนิทรรศการเวียนหรือถาวร แต่แอบแปลกใจที่เค้าอนุญาติให้ถ่ายภาพผลงานได้แต่กลับห้ามถ่ายป้ายที่อธิบายว่าภาพนี้คืออะไรใครวาด แล้วปกติเราจะถ่ายทั้งสองอย่าง ถ่ายภาพก่อนแล้วถ่ายป้ายเพื่อจะได้รู้ว่ามันคือภาพอะไรของใคร เลยแอบโดนเจ้าหน้าที่ปรามแต่เค้าก็ไม่ได้ว่าอะไรนะแค่เข้ามาเตือนพอรู้ว่าห้ามก็ไม่ได้ถ่ายต่อ แกลลอรีเหมือนจะเรียงจากเก่าชั้นล่างยิ่งขึ้นบนยิ่งเป็นของใหม่ ชั้นล่างมีแม้แต่งานของ ปิกัสโซ่
La bouteille de Bass 1912-1914 oil paint on canvas
ยิ่งขึ้นไปก็ยิ่งล้ำ ชั้นบนๆ เริ่มใช้แสงสี มีการขยับได้ มีการใช้ผงแม่เหล็ก สร้างภาพ มีเรื่องราวมีแนวคิดมากขึ้น เอาจริงๆแล้วเราชอบงานสมัยใหม่มากกว่า แต่ก็ตื่นเต้นกับคำว่า ปิกัสโซ่ แค่นั้นแหล่ะ เสียเวลาในมิวเซียมนานมากจนเย็น แต่คือ อั้นปัสสาวะ มาตั้งแต่มื้อเที่ยงแล้ว และเดินมาไกลมาก คือมาดูอีกที สถานีรถไฟหน้า DUOMO ที่ชื่อสถานีว่า DUOMO เลยแบบกางแผนที่แล้วอึ้งมาก ที่เราเดินจาก MOSCOVA มาถึงนี่ได้ไงมันไกลแบบเกือบ 4 สถานีรถไฟ แต่เราเดินเท้าเปล่ามา ถ้าอากาศร้อนคงล้มเลิกไปกลางทางแล้วแหง๋ๆ แต่นี่อากาศเย็นเลยยาว
สรุปว่าอยากไปต่อแต่กลัวเท้าเดี้ยง ต้องเก็บเท้าไว้วันพรุ่งนี้ด้วย เลยตัดสินใจกลับ ตอนนั้นก็ 6 เย็นแล้วเดินตั้งแต่ 9 โมงเช้า ยัน 6 โมงเย็น ทรหึดสุดๆ
 
มีคนสงสัยว่าจะอัพรายวันเลยเหรอ ไม่หรอก จะอัพถ้ามีเรื่องจะเล่าเท่านั้น ซึ่งตอนนี้ยังมีเรื่องจะเล่าไง
 
 

Comment

Comment:

Tweet


อ่านปวดตามากค่ะแต่อ่านจนจบ 555
Hot! Hot! Hot!
#6 by Pikachuu At 2012-10-06 19:45,
big smile ชอบมากค่ะ อัพบ่อยๆนะสนุกดีเหมือนได้ไปอิตาลีด้วย
#5 by JaY (103.7.57.18|115.67.66.246) At 2012-10-05 15:49,
อยากไปปปป ดูโอโมงามมากค่า
#4 by I am nobody At 2012-10-05 13:47,
การผจญภัยของวิก อ่านเพลินมาก!!!! อยากไปดูรูปปั้นลีโอด้วยจัง
#3 by ปลาทองคะนองศึก At 2012-10-04 08:32,
อาหารอิตาลี่มันเป็นอาหาร1รสชาติอะ
ราวๆพาสต้าที่เป็นมะเขือเทศก็จะเจอแต่รสมะเขือเทศล้วนๆ ที่เป็นชีสก็จะเจอแต่ชีสล้วนๆ
ต้นฉบับทั่วไปต่างจากของที่มีในประเทศไทยราวฟ้ากับเหว
คนไทยรับรองไม่ชิน จริงๆแนะนำว่าจนว่าจะชินรสชาติเขาทำกินเองจะปลอดภัยสุด- -/
อาหารญี่ปุ่นที่อิตาลี่ส่วนใหญ่คนเปิดร้านเป็นคนจีน เพราะงั้นก็จะเจอของแปลกอีกไม่แนะนำเช่นกัน
#2 by GinG Freecss At 2012-10-04 08:32,
รอติดตาม ค่ะ
big smile big smile big smile
#1 by Lumos At 2012-10-04 05:26,