2013/Jan/02

มันเป็นประโยคที่วิกชอบคิดถึงแม่ของตัวเองอ่ะนะ
นานๆจะเขียนเรื่องดีๆมีสาระ ช่วยอ่านหน่อยแล้วกัน...
 
อันที่จริง วันนี้เวลานี้ควรจะไปทำงานหรือทำการบ้านตามปกติ ที่ควรจะเป็น
เช้านี้ตื่นมาก็ระลึกได้ว่าต้องไปซุปเปอร์หาของกินเข้าบ้านก่อนจะอดตาย ก่อนออกก็ยัดเสื้อผ้าเข้าเครื่องซักผ้า หลังเลือกของกินในซูปเปร์แบบงงๆเสร็จ ก็แวะทานกาแฟหนึ่งถ้วย ก่อนกลับเข้าบ้าน แล้วเริ่มทำอาหาร ระหว่างทานอาหารนั่งเซิจว่า การกินมะเขือเทศสุกหรือดิบอันไหนมีประโยชน์กว่ากัน (เผื่อมีคนสงสัยจะเฉลยให้ว่าแบบสุกดีกว่า) กินเสร็จก็ล้างจาน เช็ดโต๊ะ ประจวบกับเวลาที่เครื่องซักผ้าซักเสร็จพอดี เลยไปตากผ้าต่อ มีเสื้อผ้าของเพื่อนบ้านปนอยู่ก็เลยตากให้เพื่อนไปด้วยเลย....ธรรมดามากใช่ไหม แต่เราไม่เคยทำเรื่องพวกนี้มาก่อนเลย อาจจะเคยอย่างมากก็ล้างจานหรือ ทำแค่อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ตอนนี้เราต้องทำทุกอย่าง ระหว่างที่กำลังตากผ้าก็ระลึกขึ้นได้ว่า...
 
อ้อ ที่ฉันได้มาอิตาลีนี่เพราะ แม่สิงโตผลักฉันลงเหวอีกรอบแล้วสินะ มีความคิดนี้เกิดขึ้นในหัว
 
ตอนที่อยู่ที่ไทย ทั้งเรื่องทำอาหาร ซักผ้า ถูกบ้าน ล้างจาน ที่เราทำมั่งไม่ทำมั่ง บางทีพ่อกับแม่ก็ทำหมดเลย นี่พอมาถึงตอนนี้มันเป็นกิจกรรมที่กินเวลามาก ทำทีหายไป สองสาม ชม. แล้วก็คิดได้ว่า นี่ปกติพ่อกับแม่เสียเวลาทำพวกนี้อยู่เกือบตลอด อันที่จริงแม่ก็บ่นตามประสาแม่ๆ แต่ด่าไปมันก็ไม่ค่อยจะเข้าหัววิกหรอก จนกระทั่งได้มาทำเอง มันช่างเป็นกิจกรรมวนเวียนที่น่าเบื่อ น่ารำคาญแต่ต้องทำ เพราะถ้าไม่ทำก็ไม่มีกิน ไม่ซักก็ไม่มีเสื้อจะใส่ นั่งเลือกอาหารให้ว่าอันไหนมีประโยชน์ ไม่ต้องมานั่งอ่านในเน็ทว่าไลโคปีนจากมะเขือสุกมันดูดซึมได้ดีกว่า อะไรแบบนั้น ธรรมดาสามัญแต่ต้องมีซักคนที่ทำ....
 
อาจจะระลึกได้ช้าไปหน่อยแต่ก็ดีกว่าคิดไม่ได้เลย ตอนนี้รู้สึกขอบคุณพ่อแม่มากที่ คอยทำสิ่งเหล่านี้ให้ตลอด... 
 
จริงๆแม่อาจจะไม่ได้คิดจะผลักลูกลงเหวหรอก แต่มันเป็นมโนภาพที่วิกคิดขึ้นมาเอง เพราะแม่แค่ด่าผ่านๆ บางทีเราก็ต่อต้านสุดๆ เค้าก็เลยส่งเราลงเหวเสียเลย อยากพูดไม่ฟังดีนัก 55
เพราะงั้นจงเดินลงเหวด้วยตัวเอง แล้วตะกายขึ้นมาซะ!
 
คิดว่าแม่ต้องผ่านมาเห็นแน่ๆ เพราะแม่วิกเล่นเฟสบุค ก็อยากขอบคุณแม่สิงโตที่ผลักลูกลงเหว วิวดีมากมาย เพราะลูกสิงโตไม่ค่อยจะกลัวอะไรอยู่แล้ว บางทีก็มีเรื่องไม่ค่อยอยากจะเล่าเพราะอธิบายลำบาก แต่ไม่ต้องห่วงเพราะว่าเราไม่เคยคิดจะทรยศตัวเองอยู่แล้ว ไม่ค่อยได้พูดเท่าไหร่ แต่รักพ่อกับแม่มาก ชีวิตนี้มีแค่ไม่กี่คนที่เราจะยอมให้และที่สุดนั้นคือพ่อกับแม่เสมอ
 
อีกเรื่องที่อยากจะพูดคือ วันก่อนผ่านตาไปอ่านเจอบทความเรื่องการพูด itadakimasu ก่อนทานอาหารของคนยุ่น คุยกับเพื่อนยุ่นโดยตรงเลยเพราะเค้า share ไว้บน wall ของเค้า 
เพื่อนพูดประมาณว่า คนญี่ปุ่นพูดคำนี้เพื่อระลึกถึงการเอาชีวิตสิ่งอื่นมา ทุกครั้งที่เราทานคือการเอาชีวิตสิ่งอื่นมา เราจึงควรขอบคุณ แต่ปัจจุบันนี้ คนญี่ปุ่นเองก็พูดคำนี้แค่ผ่านๆไม่ได้รับรู้ถึงการเอาชีวิตหรือความรู้สึกขอบคุณที่แท้จริง
เนื้อหาในบทความ itadakimasu นี้จริงๆเราแชร์ไว้บน wall facebook วันก่อนแต่ว่า มันขึ้นด้วยภาษาญี่ปุ่น ด้านล่างถึงจะมีคำแปลคิดว่าคงไม่ได้อ่านกัน เลยจะสรุปในนี้อีกรอบ
 
มีชายคนหนึ่ง ทำอาชีพฆ่าวัว ทุกครั้งที่เค้าทำงานจะรู้สึกเจ็บปวดเสมอ เมื่อเห็นสีหน้าและแววตาของวัว เค้าคิดตลอดว่าสักวันหนึ่งจะต้องเลิกอาชีพนี้ แต่ที่ยังทำต่อไปนั้นเพราะปลอบใจตัวเองว่า ต้องมีสักคนที่ทำหน้าที่นี้ ถ้าไม่มีคนฆ่าวัว คนก็จะไม่มีเนื้อให้ทาน 
วันหนึ่งที่โรงเรียน ลูกชายของเขาโดนอาจารย์ที่รร.ถามว่าพ่อแม่ทำอาชีพอะไร เขาเพิ่งระลึกได้ว่าเขาไม่เคยอธิบายใจความสำคัญจริงๆให้ลูกตัวเองฟัง บางคนก็บอกลูกชายเขาว่าทำไมไม่บอกให้พ่อขายเนื้อปกติ มันน่าอายที่เปื้อนเลือดไปทั้งตัว แต่ลูกชายเขากลับตอบว่า "ร้านขายเนื้อ และถ้าพ่อของผมไม่ทำคนอื่นก็จะไม่มีเนื้อให้ทาน" ทั้งฉันทั้งเธอ ทั้งคนใหญ่คนโต คนไหนก็ตามก็ต้องการทานเนื้อ" เมื่อฟังสิ่งที่ลูกชายตอบก็มีกำลังใจที่จะทำงานนี้ต่อไปยาวขึ้นอีกนิด
วันต่อๆมาเขาไปทำงานตามปกติ รถขนวัวที่จะถูกฆ่าในวันต่อไปเข้ามาถึง มีเด็กผู้หญิงขอเข้าไปดูวัวในกลุ่มนั้น แต่ที่ทำให้เค้าต้องตะลึงคือเด็ก ผู้หญิงลูบท้องวัวแล้วร้องให้ขอโทษ มี่จัง  มี่จังเป็นชื่อของวัวตัวนึงที่จะถูกฆ่าในวันต่อไป เป็นวัวที่โตมาพร้อมกับเด็กผู้หญิงคนนี้ เด็กหญิงเล่าว่า ปู่บอกว่าปีใหม่จะไม่มาถึง ถ้ามี่จังไม่กลายเป็นเนื้อ ไม่มีเงิน ไม่มีอาหารให้ทานไม่สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ สุดท้ายต้องขายมี่จัง เพราะงั้นพรุ่งนี้ช่วยดูแลมี่จังด้วย 
เขารู้สึกเขาทำงานนี้ไม่ได้อีกต่อไป เขาไม่สามารถฆ่ามี่จังได้ และไม่ต้องการไปทำงานในวันพรุ่งนี้ แต่ที่สุดแล้ว ลูกชายบอกว่าให้ไปทำงาน ฆ่ามี่จัง ต้องมีใครซักคนทำสิ่งนี้ เขาให้สัญญากับลูกชายว่าจะไปทำงาน แต่จริงๆแล้วก็ไม่อยากไป ภรรยาของเขาออกมาบอกว่าให้สัญญากับลูกแล้วก็ต้องไป เขาจึงต้องออกไปทำงานด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง
ในที่ทำงาน เขาลูบท้องมี่จัง มี่จังเป็นเหมือนวัวทุกตัวลดศีรษะลง เขาบอก มี่จังว่าอย่าขยับ ให้อยู่นิ่งไม่งั้นเค้าจะพลาดจุดสำคัญแล้วจะทำให้ตายอย่างทรมานกว่าเดิม เขาพูดกับมี่จังว่า "ฉันขอโทษ ถ้ามี่จังไม่กลายเป็นเนื้อ จะเป็นปัญหาสำหรับทุกคน" 
วันต่อมาปู่ของเด็กผู้หญิงมาหาเขาแล้วบอกขอบคุณ เมื่อวานเขาได้รับเนื้อและทานด้วยกันในครอบครัว ทีแรกหลานของเขาปฎิเสธที่จะทานเพราะเราขาย มี่จัง แต่ปู่บอกให้หลานทาน เพราะมี่จังทำให้เราทุกคนมีชีวิตอยู่ต่อไป ให้สำนึกในบุญคุณของมี่จัง จงทานให้หมด เพราะนี้เป็นวิธีเดียวที่เราจะให้ความเคารพแก่มี่จัง
เด็กหญิงพูดว่า "มี่จัง itadakimasu(ทานแล้วนะคะ) ดีเหลือเกิน ขอบคุณ ขอบคุณ"
 
สรุปคือ จงระลึกเสมอว่าทุกครั้งที่เราทาน คือการเอาชีวิตสิ่งหนึ่งมา เพราะงั้นจงทานให้หมด
วิกคิดถึงเรื่องนี้เสมอ แต่บางทีเวลาเราทานเหลือแล้วขอให้ห่อกลับบ้านสำหรับบางคนอาจจะมองว่างก แต่เรามองอีกแบบ เราคิดเสมอว่า มีสิ่งหนึ่งตายเพื่อเราแล้ว เพราะงั้นเราต้องทานให้หมด 
หากมีคนที่เข้าใจบทความนี้อย่างแท้จริง เราจะยินดีมาก
 
ขอบคุณที่อ่านจนจบ
 
 

Comment

Comment:

Tweet


ขอบคุณที่กรุณาเอามาอ่านให้ได้คิดนะคะ :))
ありがとうございます...このお話をいただけましたので本当によかった!
#13 by SUI ณ ดาวเสาร์ At 2013-03-28 17:14,
พี่วิคคะ เบียร์ร้องไห้เลย ซึ้งทั้งเรื่องครอบครัวพี่แล้วก็เรื่องมี่จัง ได้ข้อคิดที่ดีมากค่ะ ขอบคุณสำหรับเรื่องราวดีๆที่นำมาแบ่งปันนะคะ ^^
#12 by ♥ iAmBeerbOoD ♥ At 2013-02-24 03:48,
น้ำตาจะไหลกับเเนวคิดของคนญี่ปุ่นว้ากกกกกกกก
#11 by ~* นายจดหมายรัก ^^ At 2013-01-09 15:04,
Hot!
ขอบคุณข้อคิดดีดีค่ะ ^^....
#10 by -:+Hell whalE+:- At 2013-01-05 22:24,
อ่านข้างบนจบเรียบร้อย เข้าใจอารมณ์ที่ว่าต้องทำงานบ้านเองหลังจากที่ไม่เคยทำเลย (เพิ่งมาทำปีนี้เหมือนกัน) มันเป็นกิจกรรมโคตรวนเวียนจริงๆ ไม่ทำก็ไม่ได้ นับถือผู้ปกครองที่ทำให้และขยันทำได้ทุกวันเลย
สู้ๆ อย่างน้อยอิตาลีก็วิวดี ฮาา
เรื่องวัวอ่านแล้วรู้สึกผิดที่ชอบกินทิ้งๆขว้างๆขึ้นมาเลย sad smile มี่จังงง
สวัสดีปีใหม่อีกทีเน้อพี่วิค หลังๆไม่ค่อยได้คุยกัน (ข้าออฟสไกป์หนีคนตามงาน ก้าก) ขอให้แฮปปี้ๆอิตาลีทุกวันเน้อ
#9 by plariex At 2013-01-03 22:06,
ชอบมากเลยค่ะ เข้าใจอะไรเยอะขึ้นเลย
ชอบตรง
"มีสิ่งหนึ่งตายเพื่อเราแล้ว เพราะงั้นเราต้องทานให้หมด"
แล้วเคยอ่านเจอภาษิตอีกอันนะคะว่า
"จงทำงานให้สมกับอาหารที่บริโภค"
คือเราว่านอกจากจะทานให้หมดแล้ว
ต้องใช้พลังงานที่ได้จากอาหารให้คุ้มค่าด้วย<span id="_plain_text_marker">
</span>
#8 by ทราย_โทรุ At 2013-01-03 19:32,
อ่านจนจบเลยรู้สึกว่าเรื่องด้านล่างอ่านแล้วเป็นเรื่องที่ให้ข้อคิดดีมากเลย เอาใจช่วยเรื่องงานและอื่นๆด้วยจ้า
#7 by MEISANMUI™ At 2013-01-03 14:19,
อ่านจนจบเลยรู้สึกว่าเรื่องด้านล่างอ่านแล้วเป็นเรื่องที่ให้ข้อคิดดีมากเลย เอาใจช่วยเรื่องงานและอื่นๆด้วยจ้า
#6 by MEISANMUI™ At 2013-01-03 14:19,
น้องเรียนอยู่อิตาลี อย่าลืมเอาเคล็ดวิชาทำอาหารอร่อยกลับมาด้วยนะคะ
น้องชายน้าเคทไปเรียนมิลาน 2 ปีกลับมาทำอาหารได้ด้วย แต่ติดนิสัยดื่มกาแฟ expresso กลับมาด้วยเหมือนกัน
ช่วงนี้อากาศหนาว ดูแลสุขภาพดีๆนะคะ .... อยู่เหมืองนอกเราจะแกร่งขึ้น นะคะ โลกทัศน์กว้างไกลขึ้น โชคดีออก
big smile big smile big smile น้าเคท
#5 by Siamese Kate At 2013-01-03 14:09,
หวังว่า สิงโตจะยังคงเป็นสิงโตได้
#4 by ศรี At 2013-01-03 12:37,
itadakimasu ก็น่าจะคล้ายกับกานที่คนไทยยกมือไหว้หลังทานเสร็จใช่มั้ยคะ
แต่เดี๋ยวนี้น้อยคนนักที่จะทำ กลายเป็นว่าคนที่ทำโดนมองด้วยสายตาแปลกๆ
 อาจจะเป็นเพราะคนมองข้ามความสำคัญของสิ่งรอบตัว แต่ไปให้ความสำคัญกับตัวเองมากกว่า
ขอบคุณสำหรับบทความดีๆที่นำมาแบ่งปันกันนะคะพี่วิก ^^
#3 by กิง ก่อง แก้ว At 2013-01-03 09:12,
ชอบเรื่องที่วิคเขียนมากค่ะ ขอให้ปีนี้เป็นที่ดี เป็นปีที่เติบโตขึ้นไปอีกขั้นนะคะ Hot!
#2 by draco At 2013-01-03 08:18,
เราก็ไม่ชอบเวลาซือ้ของมาเยอะๆแล้วกินไม่หมด รู้สึกว่ากว่าจะมาถึงมือเรามันมีการสูญเสียระหว่าทางหลายขั้นตอน เอามาบางทีปล่อยให้บูดทิ้ง ทุกอย่างหมดความหมาย ==
วิคๆสารภาพรัก กรี๊ดดดดดดดด
#1 by Tako At 2013-01-02 22:14,