ITALY

2012/Oct/21

ไม่ได้อัพยาวเลยหลังจากเปิดเรียนวันแรก จะมาเขียนรวบยอดในทีเดียว
 
ก็วันที่ 8 เปิดเรียนวันแรกทีแรกก็ดีใจที่ได้เจอ เอมม่า (เป็นลูกครึ่งที่พูดไทยได้แต่เค้าถนัดอังกฤษมากกว่า) กะว่าถ้าพูดไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้แล้วจริงๆจะพึ่งเอมม่า แต่ว่าไปๆมาๆ เอมม่า ป่วยเป็นหวัดหนักตั้งแต่วันแรกก็อยู่ได้ครึ่งวันแล้วต้องไปเข้าโรงพยาบาล จนบัดนี้ก็ยังมา มหาลัยไม่ได้ เลยยังไม่ได้เจออีก
ความรู้สึกของวันแรกๆที่เปิดเรียนคือ กู ฟัง เพื่อน พูด ไม่ รู้ เรื่องงงงงงง ทุกคนเก่งอังกฤษมากมาจากไหนไม่รู้ แล้วทุกคนที่ดูเป็นเอเชีย ก็ มักจะเรียนต่างประเทศมาก่อนที่จะมาเรียนที่นี่ สรุปคือทุกคนเก่งกว่าวิก เครียด รู้สึกพูดตามคนอื่นไม่ทัน วันแรก ถึงกับคิดว่า กูจะหาเพื่อนได้มั้ย แล้วมหาลัยมีปาร์ตี้สำหรับ นศ.ใหม่ ในผับแถวมหาลัย (ผับนั่ง ไม่ใช่แนวเต้นๆ) ก็แบบ คิดว่าต้องไปแล้วกร่อยๆแน่ แต่ก็พยายามไปเพราะไม่งั้นคงไม่มีเพื่อนจริงๆ ไปแล้วก็ค่อนข้างเอ๋อๆกร่อยๆอย่างที่คิด เพราะฟังคนอื่นพูดไม่ค่อยรู้เรื่อง เราพูดเค้าก็ฟังเราพูดไม่รู้เรื่องอีก คือ งงว่าทำไมฟังไม่รู้เรื่อง เพราะวิกสามารถคุยกับเพื่อนที่อยู่บ้านเดียวกัน ที่เป็นคน ยูเครน กับคนตุรกีได้ แต่ก็อาจจะเพราะผับเสียงดังด้วยแล้วก็สำเนียงแย่อีก แต่ก็ดีที่ไป เพราะตอนหลังเลยได้เพื่อน ญี่ปุ่นมาสองคน กับเพื่อนตุรกีอีกคน แม้จะน้อยแต่ก็ดีกว่าไม่มีเลย ฮ่าๆๆ
 
ช่วงแรกต้องเรียนวิชา culture & civilization in italy จริงๆเป็นคลาสที่น่าเบื่อมาก แต่ก็คิดว่า มหาลัยจงใจให้มาเรียนเพื่อปรับตัวและหาเพื่อนน่ะแหล่ะ เพราะมีงานกลุ่มง่ายๆที่ต้องโดนจับกลุ่มกะคนอื่นหลายครั้ง คือจริงๆการบ้านง่ายมาก ที่ยากเพราะเป็นภาษาอังกฤษแค่นั้น ก็เลยรู้จักคนเพิ่มจากคลาสนี้ด้วย แต่ไปๆมาๆ ก็เป็นแนวเอเชียคบกันเองน่ะ ฝรั่งเค้าก็คุยกะหน้าฝรั่ง จะมีบางคนที่แบบไนซ์มากๆเค้าถึงจะมาคุยกับเอเชียด้วย เหมือนเค้าฟังเราแล้วไม่ค่อยรู้เรื่องแล้ว คือส่วนมาก โซนเอเชียพูดช้าและแกรมม่ามั่วมาก แต่เวลาคุยกันเองก็พอคุยได้ เวลานั่งเรียน บางทีทั้งแถบก็เป็นคนเอเชีย ราวมี ASIA ZONE เกิดขึ้นในห้องเรียน เหอๆ
 
พอเริ่มเรียนแล้วก็ไม่ค่อยมีอะไรมาก ไปเรียน กลับบ้าน ทำกับข้าว ทำความสะอาด ซักผ้า ก็แทบหมดวันแล้ว แล้ววิกก็พยายามทำงานแจ่มใส ทำนานมาก เพราะว่าต้องไปเรียนด้วย แบบ เรียนเสร็จกลับมาทำงานต่อ นอน ตื่น เรียน กลับมาทำงาน เป็นวงจรยังงี้หลายวันมาก เอาเป็นว่า เพิ่งปิดงานแจ่มใสได้เมื่อวาน
 
แต่ช่วงที่เริ่มเรียนแล้วก็ยังมีไปเที่ยวคนเดียวอยู่ดีแหล่ะเพราะว่า รู้สึกเพื่อนๆไม่ค่อยสนใจพวกโบราณสถานเท่าไหร่ อย่างโบสถ์อะไรงี้ คงน่าเบื่อสำหรับเด็กปีหนึ่งมั้ง คือเราคิดว่าพวกเค้าไปได้แต่คงจะอยู่ได้ไม่นาน ถ้าเราจะเดินวนเวียนนานๆ ไปคนเดียวน่าจะดีกว่า ก็สวยดี สบายใจดีๆ
 
และหลังๆไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องการใช้รถไฟแล้ว เริ่มคล่องมาก จำสถานีได้ไม่ต้องกางแผนที่แล้ว จะมีแค่บางทีไปสถานีใหม่ก็มาดูแผนที่ทีนึง อะไรงี้
 
สิ่งที่ทำวิกเครียดมากคือ ตารางเรียนของวิกไม่เหมือนชาวบ้าน คือเพื่อนเกือบทุกคน เป็นเด็ก ปี1 ไม่ก็ปี2 ที่เค้าต้องเรียนตามลำดับแบบ ปี1-3 คือสามปีจบ ต่อให้ย้ายมาปีสองก็เรียนจบที่ปีสามแล้วได้ปริญญา ทุกคนได้ตารางเรียนตั้งแต่วันแรกที่เปิดเรียน แต่ของวิกเป็น certificate course ที่เรียนแค่ปีเดียว แล้วไม่สามารถใช้ตารางสอนของปีไหนได้เลย เริ่มพานิคเพราะว่าพอเรียนไปซัก 6-8 วัน เพื่อนๆปี1 เริ่มมีเรียนวิชาเฉพาะ แบบเด็กแฟชั่นก็เริ่มมีวิชาแฟชั่น เด็กกราฟฟิกก็เริ่มมีวิชากราฟฟิกแล้ว แต่ของวิก ยังไม่มี ก็เลยคิดว่าเราพลาดอะไรไปหรือเปล่า ลืมดูตารางเรียนรึเปล่า แบบวิ่งไปหาคนนั้นคนนี้ในมหาลัย ด้วยภาษาอังกฤษโง่ๆ เอาเป็นว่าสุดท้ายคือ ไอ้ที่เราเป็นเนี่ยเรียก exchange student คืองงมากที่ถูกจับกลุ่มกับพวก exchange student เพราะ ไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็น นักเรียนแลกเปลี่ยนตรงไหนเลย คือจ่ายตังค์มาเรียนเองและไม่ได้มีที่ไหนส่งมา เอาเป็นว่า มหาลัยเค้าจัดเราเข้าหมวดนี้ แล้วต้องเลือกวิชาเรียนลงเอง (บอกตามตรงว่าตอนสมัครไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องเลือกวิชาเองอีกที นึกว่าเค้าจัดคอร์สไว้ให้สำหรับพวกเรียน 1 ปีด้วยซ้ำ) ทีนี่ก็อึ้งอีกเพราะวันที่ อาจารย์นัดให้มาลงวิชาที่จะเรียน ดันติดนัดกับสถานีตำรวจ คืออิตาลีต้องทำ permit to stay หลังส่งเอกสารที่วิกวิ่งวุ่นวันแรกๆไปไปรษณีย์นั่น เค้าจะ ให้ใบนัดกับตำรวจมา เอาเป็นว่า วันนัดมันวันและเวลา ชนกับวันที่อาจารย์นัดมาลงวิชาเรียน แต่คือยังไงก็ต้องไปทำเรื่องขออยู่อาศัยในประเทศก่อนเลยไปสถานีตำรวจ แล้วกลับมามหาลัย เข้าช้าไป 1 ชม.โดนอาจารย์ด่าใหญ่เลย แต่พยายามอธิบายแล้วว่า มีนัดกับสถานีตำรวจ เรื่องขออยู่อาศัยก็โอเค เค้าเลิกด่า แล้วลงวิชาเรียน แต่ตอนปกติอาจารย์คนนี้ดูใจดี พอด่าแล้วน่ากลัวมาก T_T สรุปเลยได้ตารางสอน สำหรับอาทิตย์แรกมา งงมากว่า ทำไมไม่มีทั้งหมดมาเสียที เดี๋ยวต้องไปตามล่าหาตารางสอนหลังจากนี้อีก เฮ้อ---3
 
และเนื่องจาก วิกไม่มีคลาสพวกวิชาเฉพาะ เลยไปเนียนกับพวกเรียนแฟชั่นปี 1 ที่เค้าเริ่มมีคลาสแล้วแต่ก็ไม่ได้เข้าทุกคลาสนะ ไปเนียนแค่เวลาเค้าออก Field trip อาจารย์ก็พาไปดู museum exhibition ร้านค้าที่น่าสนใจ อะไรแนวนี้ แต่อาจารย์อธิบายละเอียดมาก แล้วก็แนะนำว่าควรไปที่ร้านนี้ๆนะตามประสาคนท้องถิ่น ก็โอเคได้รู้อะไรเพิ่มขึ้นเยอะเลย รู้สึกว่าดีนะที่มาเนียน แต่ทีนี้ก็เกิดเรื่องประหลาดขึ้นอีก คือวิชานี้จริงๆเราไม่ได้เรียนแต่ เพื่อนอินโด บอกว่าเค้าได้ยินอาจารย์เรียกชื่อเรา เวลาเช็คชื่อ วิกก็เริ่มอึ้งอีกละ แบบตารางเรียนที่วิกได้มา ไม่มีวิชานี้นะแล้วก็ไม่ได้ลงด้วย อะไร ทำไม ยังไง ไปถามอาจารย์ เค้าก็บอกว่า โอเคๆ มันมีเรื่องผิดพลาดเกิดขึ้นได้ แต่จนทุกวันนี้ก็ยังเป็นปริศนาอยู่ดีว่า อ้าวสรุป เราต้องไปเรียนหรือไม่ต้องก็ไม่รู้....
 
แต่วันเสาร์ที่ผ่านมา 20 ตุลาก็มีออกไป ชอปปิ้งกับเพื่อนจีน แถว Duomo แล้ว ตอนกลางคืน เพื่อนยุ่นบอกว่าคนอื่นจะไปปาร์ตี้กันเลยออกมา แต่ไปๆมาๆ เค้าย้ายที่แล้วเลยเดินๆอยู่แถว Duomo กับเพื่อนยุ่น หลงทางวนเวียนนานมาก กลับมาตายรังที่แมค แล้วพอเพื่อนคนอื่นส่งมาอีกว่าอยู่ meb club แถวนั้นแล้ว แต่สุดท้ายก็หา meb club ไม่เจออีก แถมเริ่มเดินไปเจอร้านแนวโป๊ๆที่น่ากลัวขึ้นเรื่อยๆ ก็เลยย้อนกลับมาแถว Duomo เหมือนเดิม แล้วนั่งกินพิซซ่ากะเบียร์แถวๆนั้นแทน
ส่วนวันนี้ วันอาทิตย์ที่ 21 ไปไชน่าทาวน์กับเพื่อนจีนและยุ่น ก็เพื่อนจีนพาไปกินอาหารจีน รสชาติประหลาดแต่เราก็กินได้ มีคนยุ่นที่กินแล้วไม่ชอบ หลังจากนั้นก็เดินวนเวียนอยู่ในนั้น ได้พวกเครื่องปรุงกลับมา แล้วไปเดินวนเวียนต่อแถว LANZA เป็นย่านที่ art มาก เคยมากับอาจารย์ตอนแนะนำสถานที่แล้วทีนึง แล้ววกกลับมาอีกทีวันนี้ แต่วันนี้เจอแผงลอยขายของแปลกๆเต็มไปหมดเลย เหมือนพวกของเก่าแต่ของแพงมาก ซื้อไม่ลงซักชิ้น สรุปก็เดินดูเก๋ๆ ดื่มกาแฟแถวนั้นจบ พอกลับมาว่างๆก็เลยมานั่งอัพ blog วันนี้แหล่ะ
 
พรุ่งนี้ วิก ก็จะเริ่มเรียนวิชาเฉพาะของตัวเองแล้ว หวังว่าจะฟังภาษาอังกฤษรู้เรื่องนะ ฮึ!
เดี๋ยวต้องบอกอาจารย์ทุกวิชาที่เรียนอีกว่า ต่อไปจะมีเรามาเรียนด้วย เพราะพวกที่เป็น Exchange student จะไม่มีชื่อในใบเช็คชื่อ เฮ้อ ลำบากจริง....
อืม...แล้วเดี๋ยวก็ควรจะเริ่มต้องทำ accross เล่ม 2 แล้วจริงๆมันใกล้จะส่งแล้วด้วย หวังว่าจะพอมีเวลาทำนะ เลทอีกแน่ๆ T_T
จะว่าไปช่วงวันที่ผ่านมา ไปโพสถามทิ้งไว้ในเว็บ Daviantart ว่าในมิลานมี คอมิค อีเวนท์ ไหม ก็มีคนอิตาลีมาช่วยตอบให้อย่างละเอียดด้วย ดีใจมาก เพราะคือไม่ได้อัพเดท หน้าเว็บของตัวเองในเว็บนั้นนานแล้วยังคิดอยู่เลยว่าไปโพสถามทิ้งไว้จะมีคนตอบไหม เอาเป็นว่าตอนนี้เลยรู้ชื่อและเว็บไซต์งานแล้ว เข้าไปดูเว็บ ภาษาอิตาเลียนล้วน เลยส่งเมลล์หาสต๊าฟงานเลย เพราะว่าอยากลองจองบูธ ขายงานตัวเองน่ะ แต่ค่าบูธแพงมากกก 5000 บาทแน่ะ โอ้ว! หวังว่าจะไม่ขาดทุนมากมายนักนะ แต่ก็คิดว่าคงจะลองไปออกบูธแหล่ะนะ ไว้จะมาเล่าถ้าได้ไปจริงๆ
 
OK! VIC can do everything! สะกดจิตตัวเองก่อนจาก 555
 
 

2012/Oct/06

วันนี้รู้สึกไม่ค่อยมีเรื่องเขียนก็จริงแต่ก็มีเรื่องพีคอยู่นะ
คือเช้านี้ เพื่อนคนไทยชื่อนัท ในที่สุดก็ได้เจอเสียที จริงๆนัทเป็นคนที่วิกกะจะว่า ถ้าไม่ไหวแล้ว ไม่รอดแล้วจะเป็นจะตายจะติดต่อหา แต่ไม่อยากรบกวนมาก เพราะปกติเป็นคนไม่ชอบให้คนอื่นมาเอาแต่ถามๆๆ โดยไม่พยายามด้วยตัวเองก่อน เลยตั้งใจว่าจะไม่ทำแบบนั้นกับคนอื่นด้วย ก็เลยพยายามทำทุกอย่างด้วยตัวเองก่อน ซึ่งก็อ่านได้จากวันก่อนๆ ส่วนวันนี้จริงๆก็ไม่ได้มีเรื่องรบกวนนัทอะไรแต่ว่า พอดีนัทเค้าว่างช่วงก่อนเที่ยงเค้าเลยนัดออกมา เจ้าตัวนัดเอง วิกก็ไปเลย
นัทบอกว่าเค้าต้องมาแถว ROMOLO เพื่อรับบัตรตั๋วรถไฟแบบนักศึกษาพอดี romolo เป็นสถานีรถไฟที่อยู่ใกล้ที่พักของวิก แล้วเค้าเลยบอกว่าจะทำบัตรรถไฟสำหรับนศ ด้วยเลยมั้ย แล้วเราก็เลยเตรียมเอกสารออกไปทำเลย ซึ่งตอนติดต่อทำบัตร ต้องรอคิวนานมาก นานจนไปกินมื้อเช้ากินกาแฟเสร็จแล้วกลับมา ยังต้องรออีก สองคิว แล้วคิวของอิตาลีแปลกมาก มีสองเคาท์เตอร์ เคาท์เตอร์แรกเรียกแต่เลขคี่ แบบ 11 13 15 อีกเคาท์เตอร์เรียกแต่เลขคู่ แล้วคือมันไม่ได้เสร็จแบบตามคิวด้วยนะ คือตอนที่วิกติดต่อทำบัตร จากปากคำของนัท นัทต้องติดต่อทำบัตรไว้แล้วรออีก30วันถึงมารับได้ แต่วันนี้ตอนวิกไปทำ เค้าให้ยืนรอนานมาก เราก็งงว่าแบบ จ่ายเงินไปแล้วทำไมไม่ได้ใบเสร็จให้มารับวันหลัง ยืนนานมากแถมเค้าก็ไม่ไล่ด้วย ก็แปลว่าน่าจะยังทำเรื่องให้เราอยู่ นานจนสงสารคนรอคิวเลขคี่ที่ต่อท้ายเรามากเพราะฝั่งเราเราคิวที่ 65 อีกฝั่งไป 94 แล้วอารมณ์นั้น คือพวกเลขคี่ที่ต่อเรานี่ซวยเลย สรุปคือที่เรายืนรอนานมากนั้น เพราะเจ้าหน้าที่ทำบัตรให้เราตอนนั้นเลยไม่ต้องรอ 30 วันแบบของนัท ได้บัตรมาเลยแบบงงๆ แต่ก็ OK! แต่เสียดายมากที่อายุเกิน 26 เลยโดนเก็บเรทแพงกว่า นร.จริงๆสองเท่า ToT
แล้วทีนี้ ก็นั่งไปแถวสถานีแถวๆบ้านนัท เพราะนัทพาขึ้นรถ TRAM มันคือคำเรียกรถราง เราเพิ่งรู้ว่าไอ้บัตรรถไฟใต้ดินนี่ก็ใช้กับรถรางได้ด้วย ไอ้วันก่อนที่นึกว่าตัวเองไม่มีบัตรจริงๆก็มีนี่หว่าเพราะมันบัตรเดียวกัน แต่พอนั่ง TRAM ไปซํกพัก คนขับพูดอะไรไม่รุ็ อิตาลี ยาวๆแล้วคนโดยสารก็ตะโกนตอบกลับไปมา แล้วรถก็เริ่มไปในเส้นทางแปลกๆ จนนัทบอกว่า เฮ้ย นี่มันไม่ใช่ทางที่รถคันนี้ควรจะไป แล้วนัทก็บ่นๆแนว อา~นี่แหล่ะอิตาลี มันคิดจะเปลี่ยนเส้นเดินรถก็เปลี่ยน แต่นัทก็บอกว่าแต่นี่ไม่ใช่เหตุการณ์ปกตินะ นี่เค้าก็เพิ่งเคยเจอ แต่เอาจริงๆเราก็ไม่รู้เรื่องหรอก เราไม่รู้สายรถ วันก่อนๆเลยอาศัยเดินเอาอย่างเดียว สรุปว่า คนลงหมดคันเลยเพราะรถวิ่งไปทางอื่น เรากับนัทก็ต้องลงด้วย นัทบอกว่าตอนนี้อยู่ไหนแล้วก็ไม่รู้ นั่งสายเดิมกลับไปจุดเริ่มต้นดีกว่า แล้วก็นั่งย้อนกลับ แล้วไปขึ้นอีกสายเพื่อจะไปดูโอโมอีกรอบ พอนั่งอีกคันแล้วผ่านเส้นทางที่คันที่แล้วควรจะผ่านก็เจอกลุ่มคนอิตาลีกำลังประท้วงอะไรกันหน้าตึกก็ไม่รู้ เลยเข้าใจกันเองว่า หรือที่รถคันแรกต้องเปลี่ยนเส้นทางเพราะว่าติดขบวนประท้วง
เอาเป็นว่าก็ไปดูโอโม เพราะวันนี้นัทมีธุระต้องไปจ่ายค่าเช่าบ้านของตัวเองแถวนั้น สรุปวิกเลยได้ไปดูโอโมสามวันติด พอนัทจัดการธุระตัวเองเสร็จก็พาไปดูอะไรแบบที่ว่า นี่ร้านหนังสือนะ นี่ร้านเครื่องใช้ไฟฟ้านะ นี่ธนาคารที่ถอนได้มากค่าธรรมเนียมน้อยนะ อะไรทำนองนั้น แต่นัทมีเรียนต่อก็เลยต้องกลับไปมหาลัยก่อน ส่วนเราบอกว่าถ้าอยู่ดูโอโมเรากลับเป็น นัทกลับไปก่อนได้เลย แล้ววิกก็เลยเดินเล่นแถวนั้นต่อ แต่มาตั้งสามวันแล้วเริ่มรู้สึกคุ้นเคย แล้วจริงๆย่านดูโอโมมันเป็นแหล่งช้อปปิ้งแต่วันก่อนๆเราเอาแต่สนใจสถาปัตยกรรม วันนี้เลยเปลี่ยนแนวมาช้อปปิ้งแทน ก็เข้ามันทุกร้านที่เดินผ่านเลยแหล่ะ ร้านยิ่งใหญ่ทุกร้านเลย แบบมีทั้งชั้นสองและชัน้ใต้ดิน ได้เสื้อมาสองตัวแบบไม่แพงเป้นเสื้อคลุม กับเสื้อนอน เพราะยังไม่กล้าใช้เงินมาก กลัวเปิดเทอมแล้วต้องเสียค่าอุปกรณ์เรียนเยอะ เอาเป็นว่าเสียเวลาเดินเข้าออกร้านนานมาก เพราะก็เหมือนเดินช้อปจนหมดทั้งวันแหล่ะ ทีนี้เดินแถบฝั่งซ้ายหมดแล้วเริ่มหิวก็เลยไปแวะหาของกินก่อน แล้วทีนี้เห็นทางขึ้นหลังคาดูโอโมจนได้
วันก่อนมาแล้วไม่เจอได้ไงวะ เอาเป็นว่า ถ้าเดินขึ้นบันไดเอง 7euro ถ้าขึ้นลิฟท์ 12euro วันนี้ตั้งใจจะซื้อแสกนเนอร์ด้วย แปลว่ากำลังจะใช้เงินเปลืองเลยเกิดความงก ขึ้นบันไดดีกว่า
จริงๆทีแรกเกือบไม่ขึ้นแล้วเพราะนัททักว่าวันนี้ท้องฟ้าไม่ค่อยดีนะ(คือถ้า ท้องฟ้าโปร่งๆเค้าว่าจะเห็นไปได้ไกลมาก) แต่รู้สึกใจร้อน แล้วเงยหน้าขึ้นไปวันนี้ท้องฟ้าเป้นสีฟ้านี่ อย่างน้อยท้องฟ้าก็ไม่เป้นสีขาวแบบเมื่อวานขึ้นเลยดีกว่า
โห...ตอนเดินหมุนๆอยู่ในทางบันไดแคบๆแบบที่ถ้ามีคนเดินสวนลงมาต้องหยุดให้อีกฝ่ายเดินก่อน นี่แบบหมุนๆอยู่คนเดียวไม่รู้เมื่อไหร่จะถึงแอบทรมานใช้ได้เลย เหนื่อยมาก หอบเลย แบบต้องหยุดพักสองที แถมดันช้อปก่อนมาขึ้นถุงเกะกะมาก
แต่แล้วๆ เราก็ถึงยอดจนได้!
คุ้มค่าต่อการปีนป่ายมากๆ รู้สึกยิ่งใหญ่มากๆ นั่งเพ่งพวกรอยต่อหินอ่อนก็แอบเนี๊ยบ แม้จะผุกร่อนไปตามกาล แต่ทุกสถานที่ท่องเที่ยว จะต้องมีคนนั่งชิลล์ เราว่าดีนะ แบบมีคนเอาหนังสือมานั่งอ่านบนหลังคาดูโอโมด้วย มีคู่รักมานั่งคุยกันอะไรงี้ ไว้ทีหลังเอางาน เอาการบ้านมานั่งคิดบนหลังคาท่าจะดี เหอๆ
เออแต่จริงๆพอขึ้นมาถึงก็ไมไ่ด้ถึงยอดสูงสุดเลยทันที จะเป็นชั้นก่อนสูงสุด แล้วเดินรอบชั้นนั้นก่อนถึงจะมีทางขึ้นอีกที พอขึ้นไปถึงจะเป็นหลังคาสูงสุดแล้วจริงๆ
แล้ววันนี้พอดีเราซื้อสมุดฉีกแบบกระดาษสีน้ำของ FABRIANO มาด้วย คือตอนนั้นแบตไอโฟนหมดอีกแล้ว แล้วอยากถ่ายด้วยไอโฟนด้วยเพราะไอโฟนถ่ายสีท้องฟ้าติด กล้องใหญ่ถ่ายไม่ติด เลยถ่ายทั้งสองกล้อง เลยนั่งชาตแบตไอโฟนด้วยแบตก้อนบนหลังคาดูโอโม ตอนที่นั่งรอแบต ไม่มีอะไรทำเลยงัด FABRIANO ที่เพิ่งซื้อมานั่งวาดรูป แต่...แต่...คนแอบเยอะ อาย วาดแล้วฝืดมาก เรานั่งวาดวิวบนหลังคานั่นแหล่ะ ไม่ได้วาดการ์ตูนหรอกนะ เพราะถ้าวาดการ์ตูนคงน่าอายกว่านี้ ไม่ได้วาดรูปนานมือฝืดมาก แถมกลับมาวาดทีเล่นวาดยอดดูโอโมเลย ยากชิหาย อะไรยุบยับ วาดแบบไม่สนใจดีเทลเลยออกมาเละสุดๆ แต่ก็รู้สึกพีคอย่างแปลกๆที่ได้วาดรูปบนหลังคาสถาปัตยกรรมอันยิ่งใหญ่ พอนั่งไปนานๆก็เริ่มรู้สึกว่าลงดีกว่า เลยกะลงไปเลย เกือบจะลงไปทางเดิมแล้วนะ
แต่พอมองไปทางที่คนขึ้นลิฟท์ขึ้นมา อ้าวมันมีอีกทางนี่นา ดีนะที่เห็น เดินไปทางที่คนขึ้นลิฟท์ขึ้นมา จะเป็นอีกครึ่งซีกเลย ฝั่งนี้อลังการกว่าด้วยเพราะมีรูปปั้น สังเกตุได้ว่ารอบรูปปั้นจะมีเสา ยอดเสาสัตว์ประหลาดยื่นหน้าอ้าปากมาทิศรูปั้น ถึงกะคิดว่าแต่ก่อนมันพ่นน้ำใส่รูปปั้นป่าววะ หรือปล่อยแสงใส่ เพราะมันทำท่ายื่นหน้ามาจากเสาสี่ทิศแล้วตรงกลางเป็นรูปปั้น หรือมันก็แค่ยื่นหน้ามาเพราะจะมาพ่นน้ำบนหลังคาคงไม่ใช่ เอิ่ม...ก็แค่คิด
เราพอถ่ายรูปจนพอใจแล้วก็เดินชื่นชมด้วยตาเปล่าอีกระยะเวลาหนึ่ง คือหลังๆพอถ่ายรูปมากไปแล้วรู้สึกว่าเราควรจะชื่นชมด้วยตาเปล่าให้มากกว่านี้ ทุกครั้งเวลาถ่ายรุปเสร็จเลยจะใช้เวลาชื่นชมด้วยตาเปล่าอีกระยะนึง แต่ไอ้การทำตัวแบบนี้ถ้ามากับคนอื่น คนอื่นจะรำคาญ ก็เลยรู้สึกว่าดีนะที่มาคนเดียวเหมือนกัน แม้จะไม่ได้มาโพสท่าบดบังสถาปัตยกรรมก็เถอะ 55
ก็เอาเป็นว่าพอใจแล้วก็ลงมา ตอนลงมีแอบเสียดายเหมือนกันนะ คิดว่าเราควรจะอยู่จนถึงพระอาทิตยืตกหรือเปล่าเราจะได้ชมพระอาทิตย์ตกบนหลังคา แต่ดูเวลาแล้วอีกเกือบ สองชม. ขี้เกียจรอ ไว้หาโอกาสมาใหม่ดีกว่า ไว้มากับเพื่อนเราจะได้มาดูพระอาทิตย์ตกและโพสท่าบังสถาปัตยกรรม55
พอลงมาก็เมื่อยขาอีกแล้ว คือวันนี้เดินเยอะในระยะทางสั้นๆแต่ซอกแซกเพราะเดินชอปปิ้งไง แล้วเหนื่อยหอบเอาตอนปีนบันไดขึ้นหลังคา แต่ก็ยังพยายามเดินร้านค้าอีกฝั่งต่อ ร้าน ZARA ที่นี่อลังการมากเลยล่ะ
 
จะว่าไป ตอนเดินช้อปก็รู้สึกอะดรีนะลีนหลั่งแม้จะไม่ได้ซื้ออะไรเท่าไหร่ พอขึ้นหลังคาก็รู้สึกพีค แต่พอลงจากหลังคาแล้วหมดอารมณ์ช้อปอีกละ เจอความงามขั้นสุดแล้วเสื้อผ้าดรอป หลังลงมาเลยไม่ได้อะไรเพิ่มอีกแล้ว
แต่เดินผ่านนักแสดงเปิดหมวกคนนึง พอดีเห็นคนมุงเยอะมากเลยทำตัวอิตาลีมุงกับเค้าด้วย จริงๆมาที่นี่ก็เจอนักแสดงเปิดหมวกหลายทีแล้วล่ะ แต่ส่วนมากจะเล่นดนตรีหรือแต่งตัวแปลกๆให้ถ่ายรูป แต่คนนี้มาร่ายรำกับลูกแก้วแล้วเปิดเพลงประกอบ ลูกแก้วใหญ่เกือบเท่าหัวเป็นลุกแก้วใส เค้าให้ลูกแก้วไหลจากไหล่ซ้ายไปขวา อ้อมหน้าอ้อมหลัง ขึ้นแขนลงขา วางทูนหัวหมุนตัวติ้วๆลูกแก้วก็ไม่หล่น เมพขิง สุดท้ายเลยใจอ่อนแอบไปหย่อนเงินใส่หมวกให้กะเค้าด้วย
ก่อนกลับแวะซื้อแสกนเนอร์ตามที่ตั้งใจไว้แต่ทำเป็นอย่างสุดท้ายเพราะมันหนัก ยืนเลือกรุ่นนานมาก ก็พยายามเซิจเน็ทอ่านสรรพคุณแล้วอะนะ แล้วพวกของ multifunction (แบบที่เป็นทั้ง printer scanner x-rox) ถูกกว่าไม่เข้าใจเหมือนกัน สุดท้ายเลยเอาแบบ multifunction มา ใหญ่เป็นตู้เลยอ่ะ แต่มันถูกกว่าแบบ 40 euro ไรงี้เลยนะ แล้วก็ต้องแบกของใหญ่กลับบ้านเอาตอนเวลาเลิกงานของคนที่นั่น สุดจะเบียด
กลับมาที่พักเพื่อนร่วมบ้านแอบตกใจแบบ ซื้ออะไรมาเนี่ย ใหญ่โคตร!